Groovy Forum
ตุลาคม 01, 2014, 09:14:03 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: สมาชิกท่านใดที่สั่งซื้อสินค้าไปแล้ว แจ้งลงทะเบียน เพื่อรับสิทธิพิเศษได้  ที่นี่ ขอบคุณทุกครับ หนึ่งเสียงเล็กๆของคุณ ก็เป็นส่วนช่วยให้เราพัฒนาไปได้มากครับ Smiley
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

ว่าด้วยการถ่ายภาพกับดาราศาสตร์ โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

Groovy Forum/ว่าด้วยการถ่ายภาพกับดาราศาสตร์ โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ => โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ถ่ายให้ติดพวยก๊าซบนดวงอาทิตย์

หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ว่าด้วยการถ่ายภาพกับดาราศาสตร์ โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์  (อ่าน 9019 ครั้ง)
HS8EVL
Moderator
Hero Member
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4358



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: เมษายน 15, 2013, 09:41:53 PM »

โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

    ถ่ายให้ติดพวยก๊าซบนดวงอาทิตย์

    
ภาพถ่ายดวงอาทิตย์ ผ่านกล้องโทรทรรศน์ดูดวงอาทิตย์ชนิดไฮโดรเจน-อัลฟา วันที่ 28 มกราคม 2556 ซึ่งสามารถบันทึกภาพของก๊าซไฮโดรเจนบนดวงอาทิตย์ ซึ่งมีลักษณะเป็นพวยก๊าซและเปลวสุริยะ (Prominence) ปรากฏทั่วไปบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์นั่นเอง (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ : Nikon D800 / SolarMax II 90 Double Stack / Focal length : 800mm. F8.8 / ISO 200 / 1/40 s)

       เมื่อ 2 เดือนก่อนผมได้มีโอกาสทดสอบถ่ายภาพดวงอาทิตย์ด้วยกล้องโทรทรรศน์ดูดวงอาทิตย์ชนิดไฮโดรเจน-อัลฟา ขนาด 90 มม. ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์ที่สามารถดูดวงอาทิตย์ได้ในช่วงคลื่นไฮโดรเจน-อัลฟา โดยคุณสมบัติเด่นของกล้องที่มีฟิลเตอร์ไฮโดรเจน-อัลฟาตัวนี้ จะช่วยให้เห็นพวยก๊าซบนดวงอาทิตย์ (Prominence หรือ เปลวสุริยะ) ได้อย่างชัดเจน ทว่าฟิลเตอร์ชนิดนี้มีราคาแพงนับแสนบาท  Angry ซึ่งภาพที่ได้ออกมาจากกล้องตัวนี้เรียกๆ ได้ว่า น่าทึ่งมากเลยทีเดียว ส่วนเทคนิคและวิธีการจะเป็นอย่างไรนั้น เรามาทำความรู้จักกับดวงอาทิตย์ของเรากันก่อนครับ
      
       ดวงอาทิตย์ของเรา
          ดวงอาทิตย์เป็นก้อนแก๊สขนาดใหญ่ มีปฏิกิริยาภายในเป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) ที่บริเวณผิวของดวงอาทิตย์นอกจากจะมีอุณหภูมิสูงมากแล้วก็ยังมีปรากฏการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ เช่น ปรากฏการณ์การลุกจ้า (Solar Flare) ปรากฏการณ์การเกิดจุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) ปรากฏการณ์การพ่นมวลโคโรนา เป็นต้น การเกิดปรากฏการณ์ที่กล่าวมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น
      
          ในกรณีของการพ่นมวลโคโรนา กลุ่มมวลที่ถูกปลดปล่อยออกมาจะอยู่ในรูป “พลาสมา” หรือสถานะที่อะตอมของธาตุอยู่ในสภาพเป็นไอออน เป็นประจุไฟฟ้าพลังงานสูง หากมีการระเบิดที่รุนแรงจะทำให้กลุ่มพลาสมาเหล่านี้มีความเร็วในการเคลื่อนที่สูงมาก เราเรียกกลุ่มพลาสมาเหล่านี้ว่า พายุสุริยะ (Solar Storm)
      
          การพ่นมวลโคโรนาจนทำให้เกิดพายุสุริยะจะมีความสัมพันธ์วัฏจักรของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีวงจรประมาณ 11 ปี เมื่อดวงอาทิตย์มีจุดบนดวงอาทิตย์จำนวนมาก (Solar Maximum) สนามแม่เหล็กบริเวณดังกล่าวก็เกิดความปั่นป่วน มีการสะสมพลังงานมากขึ้นจนถึงจุดวิกฤต ทำให้เส้นแรงแม่เหล็กที่บิดพันกันเป็นเกลียวขาดออกจากกัน และเกิดการปลดปล่อยมวลออกสู่อวกาศในทุกทิศทุกทาง ซึ่งความเร็วและรุนแรงของกลุ่มประจุไฟฟ้าพลังงานสูงจะขึ้นอยู่กับ ความรุนแรงในการระเบิดหรือการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์เอง
      
          ตามวัฏจักรสุริยะ (solar cycle) ในปี 2013 นี้เป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์เข้าสู่ช่วงที่มีจุดบนดวงอาทิตย์มากที่สุด (solar maximum) โดยปริมาณของจุดดับนั้น ในช่วงต่ำสุด หรือ Solar Minimum อาจมีเพียง 2-3 จุด แต่ในช่วงที่มีมากที่สุด หรือช่วง Solar Maximum อาจจะมากกว่า 160 จุดถึง 200 จุด ซึ่งล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 13:54 น. (ตามเวลาของประเทศไทย) ของวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556 ที่ผ่านมา จากการเฝ้าติดตามและตรวจสอบนักวิทยาศาสตร์ พบการปลดปล่อยมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์ (Coronal Mass Ejection : CME) โดยชี้ชัดว่ากลุ่มอนุภาคไฟฟ้าพลังงานสูงหรือพลาสมาที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์ มีความเร็วในการเคลื่อนที่ประมาณ 900 ไมล์ต่อวินาที ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 วันในการเคลื่อนที่มาถึงโลกและพบว่าการปะทุที่เกิดขึ้นไม่ได้มีความรุนแรงมาก และไม่สามารถทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกได้
      
          ดังนั้น จากที่กล่าวมาทั้งหมดหากเราสามารถเฝ้าสังเกตการ ซึ่งหมายถึงการบันทึกภาพดวงอาทิตย์ไว้บ่อยๆ เราก็จะสามารถเห็นปรากฏการณ์ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ บนดวงอาทิตย์ หรืออาจเป็นผู้ค้นพบปรากฏการณ์ใหม่ๆ บนดวงอาทิตย์เป็นคนแรกก็เป็นได้ และนั้นมันหมายถึงคุณกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นนักดาราศาสตร์สมัครเล่นอย่างเต็มตัวแล้วครับ
      
       ภาพถ่ายดวงอาทิตย์จากกล้องโทรทรรศน์ที่ใช้แผ่นกรองแสงทั่วไป

    
ภาพถ่ายดวงอาทิตย์ผ่านแผ่นกรองแสงชนิด White Light Filter ซึ่งเป็นแผ่นกรองแสงที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป โดยสามารถนำเอาแผ่นกรองแสงชนิดนี้ไปติดกับหน้ากล้องโทรทรรศน์ทั่วไป โดยภาพถ่ายที่ได้เป็นแสงในช่วงคลื่นที่มองเห็นได้ด้วยตาจากดวงอาทิตย์ทั้งหมด (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ : Canon 450D (Digital Rebel XSi) / Takahashi FSQ150+Thousand Oaks Solar Filter / Focal length : 1100mm. / F7.3 / ISO 100 / 1/400 s)  


       ภาพของดวงอาทิตย์ที่สังเกตได้ผ่านกล้องโทรทรรศน์ที่ใช้แผ่นกรองแสงจะแตกต่างกันไปตามยี่ห้อของแผ่นกรองแสงและกำลังขยายของกล้องโทรทรรศน์ที่ใช้ แผ่นกรองแสงต่างยี่ห้อมักจะให้สีของภาพที่ต่างกัน อาจจะเป็นได้ตั้งแต่สีขาว เหลืองอ่อนจนถึงส้มแก่ และหากใช้กำลังขยายมากขึ้น ก็จะสามารถสังเกตรายละเอียดที่ชัดเจนของดวงอาทิตย์ได้มากขึ้น
      
          ปรากฏการณ์บนผิวดวงอาทิตย์ที่จะสามารถสังเกตได้จากการใช้แผ่นกรองแสง เพื่อลดความเข้มแสงของดวงอาทิตย์คือ จุดบนดวงอาทิตย์หรือที่เรียกกันคุ้นหูว่า Sunspot ซึ่งจุดเล็กๆ เหล่านั้นมีขนาดเทียบได้กับโลกของเรา บริเวณที่เกิดการลุกจ้าและปรากฏการณ์ก๊าซร้อนหมุนวนของดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นช่วงคลื่นที่มองเห็นได้ด้วยตาจากดวงอาทิตย์ทั้งหมด
      
       กล้องโทรทรรศน์ดูดวงอาทิตย์แบบที่ใช้แผ่นกรองแสงชนิด White Light Filter กับ กล้องโทรทรรศน์ดูดวงอาทิตย์ชนิดไฮโดรเจน-อัลฟา ต่างกันอย่างไร

    
(ภาพซ้าย) กล้องโทรทรรศน์ SolarMax II 90 Double Stack เปรียบเทียบกับ (ภาพขวา) กล้องโทรทรรศน์ Takahashi FSQ150 โดยติดแผ่นกรองแสง Thousand Oaks Solar Filter ไว้กับหน้ากล้องโทรทรรศน์ ซึ่งทดสอบถ่ายภาพในช่วงเวลาตั้งแต่ 11.00 – 13.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งกลางท้องฟ้าและอยู่สูงจากมวลอากาศบริเวณขอบฟ้าเพื่อเปรียบเทียบภาพที่ได้จากกล้องที่ให้ภาพในความยาวคลื่นที่ต่างกัน


       กล้องโทรทรรศน์ดูดวงอาทิตย์ที่ใช้แผ่นกรองแสงชนิด White Light Filter สามารถพบเห็นได้ทั่วไป โดยสามารถนำเอาแผ่นกรองแสงชนิดนี้ไปติดกับหน้ากล้องโทรทรรศน์ทั่วไป ซึ่งสาเหตุที่แผ่นกรองแสงชนิดนี้เรียกว่า White Light Filter ก็เพราะว่ามันทำหน้าที่ในการลดความเข้มแสง และกรองรังสีอัลตราไวโอเลตเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำให้ช่วงคลื่นของแสงที่ผ่านแคบลงเลย แสงในช่วงคลื่นที่มองเห็นได้ด้วยตาจากดวงอาทิตย์ทั้งหมด (ความยาวคลื่น 400-700 นาโนเมตร ซึ่งรวมกันเป็นสีขาวของดวงอาทิตย์) ยังสามารถผ่านแผ่นกรองแสงมาได้ เพียงแต่มีความเข้มน้อยลงเท่านั้น
      
          ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าแผ่นกรองแสงแบบไวต์ไลต์จะกรองเฉพาะความเข้มแสง แต่ยังคงช่วงคลื่นที่มองเห็นได้ทั้งหมดไว้ ทำให้มีข้อจำกัดในการสังเกตปรากฏการณ์บนดวงอาทิตย์ที่มีความสว่างน้อยเมื่อเทียบกับผิวของดวงอาทิตย์ เช่น เปลวสุริยะ (Prominence) จะไม่สามารถมองเห็นได้เลย เพราะถูกกลืนไปในแสงสว่างของผิวดวงอาทิตย์ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว นักดาราศาสตร์จึงใช้แผ่นกรองแสงแบบไฮโดรเจน-แอลฟา (Hydrogenα) ในการสังเกตปรากฏการณ์ดังกล่าวแทน นอกจากแผ่นกรองแสงแบบไฮโดรเจน-แอลฟา จะทำหน้าที่กรองความเข้มแสงแล้วยังช่วยกรองช่วงคลื่นอีกด้วย การใช้แผ่นกรองแสงชนิดนี้ทำให้แสงสว่างจ้าจากผิวดวงอาทิตย์ถูกกรองออกหมด เหลือเพียงช่วงคลื่นที่ต้องการ ในที่นี้ช่วงคลื่นที่ต้องการคือแสงที่แผ่ออกจากอะตอมของไฮโดรเจน อันเป็นสสารส่วนใหญ่บนดวงอาทิตย์ การสังเกตช่วงคลื่นที่แผ่จากอะตอมของไฮโดรเจน ก็คือการสังเกตรูปร่างและภาพของก๊าซไฮโดรเจนบน ดวงอาทิตย์นั่นเอง ช่วงคลื่นนี้มีความกว้างเพียง 1 ใน 1 พันล้านเมตร และอยู่ที่ความยาวคลื่น 656.2 นาโนเมตร ซึ่งเป็นแสงสีแดง
      
          ภาพที่สังเกตได้จากแผ่นกรองแสงแบบไฮโดรเจน-แอลฟา คือ ดวงอาทิตย์สีแดงทั้งดวงมีพวยก๊าซและเปลวสุริยะปรากฏทั่วไปบนพื้นผิว ปรากฏการณ์เหล่านี้จะสามารถสังเกตได้ง่ายบริเวณของขอบดวงอาทิตย์ที่มีอวกาศเป็นฉากหลัง การสังเกตด้วยแผ่นกรองแสงชนิดนี้จะเห็นได้ชัดเจนกว่าผิวดวงอาทิตย์ไม่เรียบ มีความแปรปรวนสูง และมีก๊าซหมุนวนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณใกล้จุดบนดวงอาทิตย์จะสังเกตความแปรปรวนของก๊าซได้ชัดเจนมาก แม้ว่าเปลวสุริยะจะมีการระเบิดพุ่งขึ้นและตกกลับลงสู่ผิวดวงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อมองจากโลกจะเห็นคล้ายกับว่าเปลวลอยอยู่นิ่ง ทั้งนี้เป็นเพราะเปลวมีขนาดใหญ่ และอยู่ห่างจากโลกมาก จึงมีการเปลี่ยนแปลงที่ช้าจนดูเหมือนหยุดนิ่ง ผู้สังเกตจะต้องบันทึกภาพทุกๆ 10-15 นาทีเป็นระยะเวลาหนึ่งจึงสามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ (ข้อมูลจาก : เอกภพ เพื่อความเข้าใจในธรรมชาติของจักรวาล /วิภู รุโจปการ)

  
กล้องโทรทรรศน์ SolarMax II 90 Double Stack โดยติดตั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการบันทึกภาพด้วยกล้องเว็บแคม ซึ่งทำให้สะดวกในการโฟกัสภาพผ่านทางจอคอมพิวเตอร์

       เทคนิคและวิธีการ

          ในการทดสอบกล้องโทรทรรศน์ดูดวงอาทิตย์ชนิดไฮโดรเจน-อัลฟา ครั้งนี้ผมได้ถ่ายภาพดวงอาทิตย์แบบภาพนิ่งด้วยกล้องดิจิตอล พร้อมทั้งการถ่ายในรูปแบบวีดีโอด้วยกล้องเว็บแคม โดยมีรายละเอียดดังนี้
      
          1. ตั้งกล้องบนขาตั้งกล้อง แบบติดตามวัตถุท้องฟ้าเพื่อให้สามารถถ่ายภาพดวงอาทิตย์ได้เวลานานๆ โดยไม่ทำให้ภาพเคลื่อน
      
          2. เล็งกล้องไปยังดวงอาทิตย์ โดยการหันหน้ากล้องเข้าหาดวงอาทิตย์จนกว่าเงาของกล้องจะสั้นที่สุด โดยใช้ฉากมารับภาพเงาของตัวกล้อง เมื่อตำแหน่งกล้องชี้ไปยังดวงอาทิตย์พอดี จะเห็นภาพของดวงอาทิตย์ปรากฏเป็นจุดสว่างบนฉาก

  
ตัวอย่างการเล็งกล้องไปยังดวงอาทิตย์ โดยการหันหน้ากล้องเข้าหาดวงอาทิตย์จนกว่าเงาของกล้องจะสั้นที่สุด โดยใช้ฉากมารับภาพเงาของตัวกล้อง

       3.ปรับภาพให้อยู่ตรงกลางและโฟกัสภาพ โดยการโฟกัสที่ดีที่สุดสำหรับดวงอาทิตย์ ให้โฟกัสด้วยจุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) ให้คมชัดที่สุด สำหรับกล้องดิจิตอลให้ใช้ร่วมกับโหมด Live view เพื่อแสดงภาพขยายที่จอหลังกล้อง ซึ่งกล้องเว็บแคมนั้นสามารถโฟกัสที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ได้เลย
      
          4. ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ที่เหมาะสมในการถ่ายภาพ อยู่ในช่วงเวลาตั้งแต่ 11.00 – 13.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งกลางท้องฟ้า และอยู่สูงจากมวลอากาศบริเวณขอบฟ้า ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับการถ่ายภาพ ณ ตำแหน่งกลางท้องฟ้า เราจะสามารถโฟกัสภาพได้คมชัดที่สุดรวมทั้งได้ความเข้มแสงที่มากกว่าบริเวณขอบฟ้าทำให้ถ่ายภาพที่ความเร็วชัตเตอร์ที่เร็วขึ้นอีกด้วย
      
          5. ถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง สำหรับการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลนั้น เรานิยมถ่ายภาพแบบต่อเนื่องเพื่อให้ได้จำนวนภาพหลายๆสิบภาพ เพื่อนำภาพทั้งหมดมาประมวลผลภาพด้วยซอฟแวร์ Registax (สามารถดูรายละเอียดการใช้ซอฟแวร์ ได้ที่http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000114250) โดยก่อนการถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง ควรทดลองถ่ายภาพเพื่อดูความสว่างและการโฟกัสของภาพดูก่อนว่าได้รายละเอียดและแสงที่พอดีหรือยัง
      
          6. ถ่ายเป็นไฟล์วีดีโอ ในการถ่ายภาพดวงอาทิตย์นั้นส่วนตัวผมคิดว่าการถ่ายภาพด้วยเว็บแคมในรูปแบบไฟล์วีดีโอ ถือเป็นวิธีที่ให้ผลของรายละเอียดดีกว่า เนื่องจากการถ่ายด้วยเว็บแคมนั้น ให้ผลในเรื่องความไวแสงที่มากกว่า รวมทั้งจำนวน Frame rate ของกล้องเว็บแคมทำให้เราได้จำนวนภาพหลายร้อยภาพ ในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น โดยในการประมวลผลภาพก็ใช้วิธีการเดียวกันกับการประมวลผลจากภาพกล้องดิจิตอล แต่ได้จำนวนภาพที่มากกว่า ซึ่งหลังจากการประมวลผลภาพจะเห็นรายละเอียดของปรากฏการณ์ต่างๆบนผิวดวงอาทิตย์ได้อย่างชัดเจน

  
ภาพถ่ายดวงอาทิตย์ ผ่านกล้องโทรทรรศน์ดูดวงอาทิตย์ชนิดไฮโดรเจน-อัลฟา เว็บแคมในรูปแบบไฟล์วีดีโอ โดยสามารถแสดงรายละเอียดปรากฏการณ์บนผิวของดวงอาทิตย์ โดยเฉพาะบริเวณใกล้จุดบนดวงอาทิตย์จะสังเกตความแปรปรวนของก๊าซได้ชัดเจนมาก (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ : Lumenera’s SKYnyx / SolarMax II 90 Double Stack / Focal length : 800mm. F8.8 / 800 Frame)

     เกี่ยวกับผู้เขียน
        
       ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

      
       สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
      
       ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่สารสนเทศทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร., เคยทำวิจัยเรื่อง การทดสอบค่าทัศนวิสัยท้องฟ้าบริเวณสถานที่ก่อสร้างหอดูดาวแห่งชาติ มีประสบการณ์ในฐานะวิทยากรอบรมการดูดาวเบื้องต้น และเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพดาราศาสตร์ในโครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2554 ของ สดร.ในหัวข้อ “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย”
      
       “คุณค่าของภาพถ่ายนั้นไม่เพียงแต่ให้ความงามด้านศิลปะ แต่ทุกภาพยังสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย”
      
       อ่านบทความ ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน
บันทึกการเข้า
HS8EVL
Moderator
Hero Member
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4358



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 15, 2013, 09:52:03 PM »

โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์   1 เมษายน 2556 08:42 น.   

   เก็บฟ้าและดาวมาไว้กับตัวเรา


  
ภาพถ่ายผู้เข้าอบรมดาราศาสตร์ ณ ยอดดอยอินทนนท์กับทางช้างเผือกในช่วงเช้ามืดทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 05.34 น. (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ : Canon EOS 5D Markll / Fish Eye Lens 15 มม. / F3.2 / ISO 4000 / 30 วินาที)

       เทคนิคการบันทึกภาพท้องฟ้าสุดประทับใจไว้กับตัวเรา
      
          ในช่วงฤดูหนาวหากใครมีโอกาสเดินทางไปค้างคืนตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ ทางภาคเหนือกัน ไม่ว่าจะเป็นดอยอินทนนท์ ดอยหลวงเชียงดาว ดอยอ่างขาง ภูชี้ฟ้า หรือที่กำลังดังเลยในช่วงหน้าหนาวนี้ก็คงจะหนีไม่พ้น ดอยเสมอดาว จังหวัดน่าน (แต่ผมเองก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปกับเค้าสักที) คงจะได้สัมผัสท้องฟ้าในช่วงฤดูหนาวของทางภาคเหนือที่จะค่อนข้างใสเคลียร์ และยังมีค่าทัศนวิสัยของท้องฟ้าที่ดีอีกด้วย ทำให้เรามีโอกาสสังเกตเห็นกลุ่มดาวสว่างๆ เต็มท้องฟ้า อีกทั้งในช่วงนี้ตั้งแต่เวลาประมาณตี 3 เราก็ยังจะได้มีโอกาสสังเกตเห็นใจกลางทางช้างเผือกได้ในทางทิศตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
      
          มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ สำหรับคอลัมน์นี้ผมขอแนะนำเทคนิควิธีการถ่ายภาพท้องฟ้าสุดประทับใจไว้กับตัวเราถ่ายภาพ ภาพที่ได้นั้นส่วนตัวผมคิดว่ามันสร้างคุณค่าของภาพถ่ายได้ค่อนข้างมาก โดยภาพถ่ายจะแสดงให้เห็นถึงความสวยงามและเต็มไปด้วยดวงดาวทั่วท้องฟ้าทั้งดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ หรือแม้กระทั่งกาแล็กซี หรือเนบิวลา ให้เห็นได้ในภาพของเรา ที่สร้างแรงบรรดาลใจในการอนุรักษ์ท้องฟ้าของเราอีกด้วย ดังคำกล่าวที่ว่า “ดวงดาวจะไร้คุณค่า หากท้องฟ้าปราศจากความมืด” ดังนั้น วันนี้เรามาสร้างคุณค่าให้กับภาพถ่ายของเรากันครับ
      
          ในการถ่ายภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวหรือแม้กระทั่งทางช้างเผือก หากเราถ่ายภาพแค่เพียงท้องฟ้าเพียงอย่างเดียวก็คงไม่ใช้เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด เพียงถ่ายภาพบนขาตั้งกล้องที่มั่นคง และเปิดหน้ากล้องค้างไว้สัก 30 วินาที รวมทั้งตั้งค่าความไวแสง (ISO) สูง เราก็สามารถถ่ายภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดาวเต็มฟ้าได้แล้วครับ
      
          หากแต่วันนี้ผมขอแนะนำให้เอาตัวเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาพด้วย เพราะจะเป็นภาพในอีกรูปแบบหนึ่งที่โชว์ให้เพื่อนๆ เห็นว่า เราได้ไปสัมผัสความสวยงามของท้องฟ้ามาจริงๆ และยังทำให้ภาพถ่ายของเราดูมีเรื่องราวมากขึ้นอีกด้วย เกือบทุกครั้งหลังจากที่ผมจัดกิจกรรมดูดาวในสถานที่ที่ท้องฟ้าใสเคลียร์ผมก็มักจะให้ผู้ที่มาเข้าร่วมกิจกรรม มาถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก และสิ่งที่ผมมีความสุขเสมอก็คือ หลังจากที่ทุกคนร่วมถ่ายภาพเสร็จแล้วมาดูภาพหลังกล้องต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “โอ้โห สวยจัง” คำนี้ฟังแล้วมันได้ยินแล้วชื่นใจ และอาจเป็นแรงกระตุ้นให้พวกเค้ารักการดูดาวมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นก็จะทำให้คุณกลายเป็นพระเอกในค่ำคืนนั้นไปเลยก็ว่าได้
      
       ต่อให้ใครถ่ายภาพกลุ่มดาวอย่างเดียวมาได้สวยแค่ไหน หากเพื่อนๆ คุณได้มาเห็นภาพที่พวกเค้าถ่ายกับท้องฟ้า กลุ่มดาว หรือทางช้างเผือกแล้ว คุณจะกลายเป็นช่างภาพมือโปรในสายตาเพื่อนๆไปเลย และพวกเค้าก็ต้องมาขอภาพจากคุณเพื่อเอาไปลงใน Facebook โชว์เพื่อนๆ แน่นอน เรามาดูว่าอุปกรณ์ที่จำเป็นในการถ่ายภาพแนวนี้มีอะไรบ้าง


  
ภาพถ่ายผู้เข้าค่ายเยาวชนคนดูดาว ณ ยอดดอยอินทนนท์กับกลุ่มดาวนายพรานและกลุ่มดาวสว่างทางทิศตะวันออก (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ : Canon EOS 5D Markll / Fish Eye Lens 15 มม. / F2.8 / ISO 3200 / 20 วินาที / แฟลชสัมพันธ์ม่านชัตเตอร์ชุดหลัง กำลังไฟ 1/64)

       อุปกรณ์ที่จำเป็น
       1. กล้องดิจิตอล SLR
       2. ขาตั้งกล้องที่มั่นคง
       3. แฟลช
       4. ไฟฉาย

      
       เทคนิคและวิธีการ
      
       - รู้ทิศรู้มุม

          ก่อนการเชิญชวนให้เพื่อนๆ มาร่วมถ่ายภาพนั้น เราต้องดูทิศทางของกลุ่มดาวสว่างที่น่าสนใจ หรืออาจเป็นแนวทางช้างเผือกก่อนเสมอ เพราะมันคือสิ่งที่เราต้องการจะให้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยกลุ่มดาวสว่างหรือแนวทางช้างเผือกนั้นมาเป็นฉากหลังที่สวยงามของเรานั้นเอง ส่วนตัวผมมักเลือกกลุ่มดาวนายพรานเป็นฉากหลัง หรือที่คนไทยรู้จักกันว่า ดาวไถ นั่นแหละครับ เพราะนอกจากจะเป็นกลุ่มดาวสว่างใหญ่แล้ว บริเวณของดาบนายพรานยังมีเนบิวลา M42 ซึ่งเป็นเนบิวลาสว่างใหญ่อีกด้วย รวมทั้งกลุ่มดาวนี้ยังอยู่ใกล้กับแนวทางช้างเผือกอีกด้วย ทำให้ภาพพื้นหลังของเรานั้นจะเต็มไปด้วยกลุ่มดาวสว่างมากมาย หรือหากโชคดีขณะที่เราจะถ่ายภาพอยู่ในช่วงที่สามารถสังเกตเห็นใจกลางทางช้างเผือก บริเวณกลุ่มดาวแมงป่องกับกลุ่มดาวคนยิงธนู คุณจะได้ภาพถ่ายคู่กับทางช้างเผือกที่สวยสุดๆ อีกด้วย
      
          สำหรับช่วงเดือนเมษายนนี้ ในช่วงหัวค่ำเราจะสามารถสังเกตเห็นกลุ่มดาวนายพรานได้ทางทิศตะวันตกและจะตกลับขอบฟ้าไปในช่วงดึก และสามารถสังเกตเห็นแนวทางช้างเผือกบริเวณใจกลาง ได้ในช่วงรุ่งเช้าตั้งแต่ตี 3 ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้บริเวณกลุ่มดาวแมงป่องกับกลุ่มดาวคนยิงธนู

  
กลุ่มดาวนายพรานในช่วงเวลา 19.30 น. ในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งสังเกตเห็นได้ทางทิศตะวันตก

      

  
แนวทางช้างเผือกบริเวณใจกลางในช่วงรุ่งเช้า ช่วงเดือนเมษายน ตั้งแต่เวลา 03.00น. ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้บริเวณกลุ่มดาวแมงป่องกับกลุ่มดาวคนยิงธนู

      

  
ภาพถ่ายกลุ่มเพื่อนๆ กับกลุ่มดาวนายพรานและกลุ่มดาวสว่างโดยใช้เลเซอร์ชี้ดาวไปที่เนบิวลา M42 บริเวณดาบนายพราน ของกลุ่มดาวนายพรานโอไรออน (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ : Canon EOS 5D Markll / Fish Eye Lens 15 มม. / F3.2 / ISO 4000 / 30 วินาที / แฟลชสัมพันธ์ม่านชัตเตอร์ชุดหลัง กำลังไฟ 1/128)

       - เทคนิคและการตั้งค่ากล้องถ่ายภาพ
       1. โพสท่านิ่งๆ ค้างไว้สัก 20-30 วินาที
หลังจากหาทิศและมุมของการถ่ายภาพได้แล้ว ผมจะเรียกให้เพื่อนๆยืนโพสต์ท่านิ่งๆ ค้างไว้สัก 20-30 วินาที เพื่อเก็บแสงของกลุ่มดาวให้สว่างพอที่จะเห็นรายละเอียดของกลุ่มดาวบนท้องฟ้า ซึ่งเป็นเทคนิคที่ผมใช้บ่อยที่สุดและง่ายที่สุด
          2. เลือกใช้ค่า ISO สูงๆ ปกติผมใช้ค่า ISO ที่ 2000-4000 เพื่อเก็บภาพแสงดาวบนท้องฟ้า หรืออาจโชคดีมีฝนดาวตกผ่านเข้ามาในเฟรมของกล้องเราขณะถ่ายภาพ การใช้ ISO สูงๆ จะทำให้กล้องของเรามีความไวแสงพอที่จะบันทึกภาพดาวตกเข้าไปด้วย
          3. เปิดหน้ากล้องค้างไว้ 30 วินาที และใช้ค่ารูรับแสงกว้างที่สุดของเลนส์ เพื่อให้กล้องมีความไวแสงในการเก็บภาพ
          4. ใช้แสงแฟลชเปิดเงาและรายละเอียดของฉากหน้า หรือกลุ่มบุคคลที่เราต้องการถ่าย โดยการปรับโหมดการยิงแฟลชสัมพันธ์ม่านชัตเตอร์ชุดหลัง เนื่องจากการยิงแสงแฟลชในชุดหลังก่อนชัตเตอร์จะปิดนั้น จะช่วยหยุดการสั่นไหวของตัวแบบได้ดีกว่าการยิงแฟลชตั้งแต่ครั้งแรกที่ลั่นชัตเตอร์
          5. ตัวแบบควรห่างจากกล้องถ่ายภาพอย่างน้อย 4 เมตร เนื่องจากการถ่ายภาพกับท้องฟ้ามุมกว้างส่วนมากเรานิยมใช้เลนส์มุมกว้าง ซึ่งค่า Hyperfocal Distance หรือระยะความคมชัดตั้งแต่ฉากหน้าไปถึงฉากหลังของเลนส์มุมกว้างทั่วไป ก็ใช้ค่าประมาณ 4 เมตร เป็นต้นไปก็พอที่จะทำให้เราสามารถปรับโฟกัสที่ระยะอินฟินิตีได้
          6. ไฟฉายช่วยเปิดเงามืดของฉากหน้าบริเวณที่แสงแฟลชไปไม่ถึง เนื่องจากแสงแฟลชที่เราใช้อาจไม่สามารถเปิดรายละเอียดของพื้นที่โดยรอบได้ ดังนั้นไฟฉายก็ยังถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ภาพถ่ายของเราสว่างทั่วทั้งภาพได้

    
การตั้งค่าแฟลชที่ใช้ในการถ่ายภาพให้สัมพันธ์กับม่านชัตเตอร์ชุดหลัง ควรเริ่มปรับกำลังไฟในการยิงแสงแฟลชจาก 1/128 ก่อนเสมอ เนื่องจากเวลาที่เปิดหนากล้องนานกว่า 20 วินาทีนั้นภาพอาจสว่างพอสมควร แล้วค่อยเพิ่มกำลังไฟในภายหลังหากภาพของฉากหน้าสว่างไม่พอ

       การตั้งค่าแฟลชที่ใช้ในการถ่ายภาพให้สัมพันธ์กับม่านชัตเตอร์ชุดหลัง ควรเริ่มปรับกำลังไฟในการยิงแสงแฟลชจาก 1/128 ก่อนเสมอ เนื่องจากเวลาที่เปิดหนากล้องนานกว่า 20 วินาทีนั้นภาพอาจสว่างพอสมควร แล้วค่อยเพิ่มกำลังไฟในภายหลังหากภาพของฉากหน้าสว่างไม่พอ
      
          จากเทคนิคและวิธีการที่แนะนำมาข้างต้น หลังจากการถ่ายภาพค้างไว้กว่า 30 วินาที สิ่งสุดท้ายก็เหลือแค่ เรียกกลุ่มเพื่อนๆ ของคุณมาชื่นชมกับภาพท้องฟ้าสุดประทับใจไว้กับเพื่อนๆ ของคุณแล้วครับ


   เกี่ยวกับผู้เขียน
        
       ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

      
       สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
      
       ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่สารสนเทศทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร., เคยทำวิจัยเรื่อง การทดสอบค่าทัศนวิสัยท้องฟ้าบริเวณสถานที่ก่อสร้างหอดูดาวแห่งชาติ มีประสบการณ์ในฐานะวิทยากรอบรมการดูดาวเบื้องต้น และเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพดาราศาสตร์ในโครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2554 ของ สดร.ในหัวข้อ “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย”
      
       “คุณค่าของภาพถ่ายนั้นไม่เพียงแต่ให้ความงามด้านศิลปะ แต่ทุกภาพยังสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย”
      
       อ่านบทความ ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน


ผู้ที่ให้คำขอบคุณกับโพสต์นี้: mongmong11439
บันทึกการเข้า
HS8EVL
Moderator
Hero Member
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4358



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 15, 2013, 10:05:21 PM »

โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

    เปิดเทคนิคถ่ายดวงอาทิตย์ให้ใหญ่ยักษ์อลังการ

  
ภาพถ่ายดวงอาทิตย์เปรียบเทียบขนาดกับต้นไม้และเสาส่งสัญญาณวิทยุ บริเวณยอดดอยสุเทพ ในวันที่ 5 มกราคม 2556 โดยถ่ายภาพผ่านโซลาร์ฟิวเตอร์ ทางทิศตะวันตก ช่วงต้นปี 2556 ซึ่งเป็นช่วงครบรอบ 11 ปี ที่ดวงอาทิตย์เริ่มเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า Solar Maximum ทำให้มีจุดบนดวงอาทิตย์ค่อนข้างมากอย่างเห็นได้ชัด (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ : Canon EOS 7D / PVC Telescope 700 มม. / F10 / ISO 320 / 1/250 วินาที)

       เชื่อว่า หลายคนคงเคยเห็นดวงอาทิตย์ เวลาที่ขึ้นจากขอบฟ้าในช่วงเช้า หรือกำลังจะตกดินในช่วงเย็น ซึ่งเรามักจะเห็นว่าดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่กว่าเวลาที่เราเห็นบริเวณกลางท้องฟ้าค่อนข้างมาก ส่วนตัวผมก็รู้สึกเช่นนั้นเสมอ เมื่อเห็นดวงอาทิตย์ตอนอยู่ที่ขอบฟ้า ซึ่งภาพที่ปรากฏนั้นก็มักจะสวยงามกว่าตอนที่อยู่กลางฟ้า
      
       ความเป็นจริงแล้วดวงอาทิตย์ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนๆ ก็จะมีขนาดใกล้เคียงกัน หรืออาจเท่ากันเลยก็ได้ เพียงแต่บริเวณขอบฟ้าที่เรามองเห็นนั้น ดวงอาทิตย์จะมีวัตถุที่อยู่บนโลกบริเวณขอบฟ้า เช่น ต้นไม้ หรืออาคารต่างๆ ให้เปรียบเทียบขนาด จึงทำให้เกิดความรู้สึกว่าดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่โตนั่นเอง หรืออาจพูดง่ายๆ ว่า มันเป็นภาพลวงตานั่นเองครับ
      
       ในขณะที่ดวงอาทิตย์ ณ ตำแหน่งกลางฟ้าไม่มีวัตถุให้เปรียบเทียบขนาด จึงทำให้เรารู้สึกว่า เวลาดูดวงอาทิตย์บริเวณกลางฟ้ามีขนาดเล็ก ซึ่งสายตาเราจริงๆ แล้วแทบจะแยกไม่ออกเลยด้วยซ้ำ ต้องอาศัยการถ่ายภาพแล้วนำมาเปรียบเทียบขนาดพิกเซลจึงจะเห็นความแตกต่างได้
      
       โดยดวงอาทิตย์มีขนาดเชิงมุมบนท้องฟ้าเพียงครึ่งองศาเท่านั้น สำหรับนิ้วก้อยเล็กๆ ของเรานั้นวัดขนาดเชิงมุม (angular size) ได้ 1 องศา ดังนั้น หากเหยียดแขนให้สุดแล้วใช้นิ้วก้อยเทียบกับดวงอาทิตย์ดู ก็จะเห็นว่านิ้วก้อยของเราจะสามารถบังดวงอาทิตย์ได้ทั้งดวง โดยขนาดเชิงมุมของวัตถุขึ้นอยู่กับระยะห่างของวัตถุกับผู้สังเกต
      
       มาทำความเข้าใจกันก่อน
       ในการหาตำแหน่งวัตถุท้องฟ้าในการถ่ายภาพดวงอาทิตย์ของเรา ในคอลัมน์นี้เราจะใช้ระบบพิกัดขอบฟ้า (Horizontal coordinates) หรือบางทีเรียกว่าระบบอัลติจูด และ อะซิมุท (Altitude and Azimuth system) ซึ่งเป็นระบบพิกัดที่ใช้ในการวัดตำแหน่งของวัตถุท้องฟ้า เพื่อให้รู้ว่าวัตถุท้องฟ้าอยู่เหนือขอบฟ้า (celestial horizon) เป็นระยะทางตามมุมเท่าใด และอยู่ห่างจากตำแหน่งเทียบบนขอบฟ้ามากน้อยเพียงใดโดยถือเอาตัวของผู้สังเกตเป็นศูนย์กลางของทรงกลมฟ้า โดยการวัดมุมในระบบพิกัดขอบฟ้ามีดังนี้
      
       การวัดมุมในระบบพิกัดขอบฟ้าประกอบด้วย มุมทิศ และ มุมเงย
          มุมทิศ (Alzimuth)
หรือมุมในแนวราบ มีค่ามุมตั้งแต่ 0-360 องศา ซึ่งวัดจากทิศเหนือ (0 องศา) ไปตามเส้นขอบฟ้าในทิศตามเข็มนาฬิกา ไปยังทิศตะวันออก (90 องศา) ทิศใต้ (180 องศา) ทิศตะวันตก (270 องศา) และกลับมาที่ทิศเหนือ (360 องศา) อีกครั้งหนึ่ง
      
          มุมเงย (Altitude) หรือมุมสูง มีค่ามุมตั้งแต่ 0-90 องศา ซึ่งนับจากเส้นขอบฟ้า (0 องศา) สูงขึ้นไปจนถึงจุดเหนือศีรษะ (90 องศา)

  
ตัวอย่างการวัดมุมในระบบพิกัดขอบฟ้า

      

       ตำแหน่งดวงอาทิตย์ขึ้นและตกในรอบปี
      
        
   ดวงอาทิตย์ขึ้นและตก ไม่ได้ซ้ำรอยเดิมทุกวัน โดยบางวันก็ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ บางวันขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และตกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
ด้วยในรอบ 1 ปีมีเพียง 2 วันเท่านั้นที่ขึ้นทางทิศตะวันออกพอดี และตกทางทิศตะวันตกพอดีคือวันที่ 21 มีนาคมและวันที่ 23 กันยายน ซึ่งสองวันนี้ กลางวันกลางคืนมีเวลาเท่ากัน วันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด คือ วันที่ 22 มิถุนายน ในวันนี้เวลากลางวันจะมากกว่ากลางคืน ส่วนในวันที่ 22 ธันวาคม ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้มากที่สุด ช่วงเวลากลางคืนจะมากกว่ากลางวัน ที่เรามองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกในลักษณะที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นเพราะโลกตั้งแกนเอียงนั่นเอง
      
          วันนี้ เรามาลองถ่ายภาพดวงอาทิตย์เปรียบเทียบขนาดวัตถุให้ดูใหญ่อลังการกันดูครับ ซึ่งจะขอแนะนำอุปกรณ์หรือสิ่งจำเป็นสำหรับการถ่ายภาพดวงอาทิตย์เปรียบเทียบขนาดวัตถุ ดังนี้
       1.เครื่องวัดมุม
       2.App LightTrac
       3.เลนส์เทเลโฟโต้ หรืออาจใช้กล้อง PVC Telescope
       4.โซลาร์ฟิวเตอร์
      
       เทคนิคและวิธีการ
          สำหรับเทคนิคและวิธีการถ่ายภาพดวงอาทิตย์เพื่อเปรียบเทียบกับขนาดวัตถุนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การวางแผนในการถ่ายภาพ เพื่อหาตำแหน่งของดวงอาทิตย์ว่าต้องการจะให้อยู่ใกล้กับวัตถุที่เราต้องการเปรียบเทียบ โดยมีรายละเอียดดังนี้
      
          1.การวางแผนล่วงหน้าเพื่อหาสถานที่ถ่ายภาพวัตถุที่ต้องการเปรียบเทียบ โดยส่วนตัวผมมักเลือกสถานที่ที่เป็น ยอดภูเขาที่มีต้นไม้ หรืออาจเป็นพระเจดีย์ที่ตั้งอยู่บนยอดดอย ซึ่งตำแหน่งบนยอดภูเขา หรือยอดดอย นั้นดวงอาทิตย์จะยังอยู่ที่มุมเงย (Altitude) ที่ค่อนข้างสูงพอประมาณทำให้หลีกหนีจากชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นบริเวณขอบฟ้า ซึ่งจะทำให้การโฟกัสภาพได้ง่ายและมีความคมชัดมากกว่า
      
       2.เมื่อหาสถานที่ถ่ายภาพและวัตถุที่ต้องการจะถ่ายภาพเปรียบเทียบขนาดกับดวงอาทิตย์แล้ว จากนั้นให้วัดขนาดเชิงมุมของวัตถุ ว่ามีขนาดที่พอดีกับการถ่ายภาพหรือไม่ หากมีขนาดใหญ่เกินกว่า 1 องศา ก็ควรเปลี่ยนสถานที่ถ่ายภาพให้ห่างออกไปอีก โดยระยะห่างของการถ่ายภาพวัตถุควรมีระยะไม่น้อยกว่า 4 กิโลเมตร เพราะหากเข้าใกล้มากกว่านี้จะทำให้วัตถุมีขนาดใหญ่เกินไป

  
นิ้วก้อยของเราวัดขนาดเชิงมุม (angular size) ได้ 1 องศา ดังนั้นในการเลือกสถานที่ถ่ายภาพ เราจำเป็นต้องวัดขนาดเชิงมุมของวัตถุ ว่ามีขนาดที่พอดีกับการถ่ายภาพหรือไม่ หากขนาดวัตถุที่ได้ใหญ่เกินไปก็ควรถอยห่างมากให้มากขึ้น

       โดยการหาระยะห่างนั้น เราสามารถใช้ Google Map ในการหาค่าระยะห่างไว้ล่วงหน้าก่อนการออกไปสำรวจสถานที่จริงได้

  
การใช้เครื่องมือวัดระยะทางจาก Google Map ในการหาค่าระยะห่างของตำแหน่งถ่ายภาพกับวัตถุที่ต้องการถ่าย โดยการเปิดใช้เครื่องมือวัดระยะทางดังภาพแล้วทำการลากหาระยะทาง เพื่อใช้วางแผนการสำรวจสถานที่ถ่ายภาพล่วงหน้า

       3.หลังจากที่ได้สถานที่และระยะห่างของตำแหน่งถ่ายภาพได้แล้ว ให้หาค่ามุมเงย (Altitude) ของดวงอาทิตย์ หรือตำแหน่งวัตถุ โดยใช้เครื่องวัดมุมที่สามารถสร้างขึ้นเองได้ดังภาพด้านล่าง เพื่อนำค่ามุมเงยไปหาตำแหน่งของดวงอาทิตย์และวันที่ดวงอาทิตย์จะมาขึ้น หรือตก ตรงตำแหน่งด้านหลังวัตถุพอดีจาก App LightTrac

  
การวัดค่ามุมเงยโดยใช้เครื่องวัดมุมอย่างง่ายที่สร้างเองได้จากเครื่องวัดมุมและใช้หลอดกาแฟเป็นกล้องเล็ง ซึ่งอ่านค่ามุมจากตำแหน่งเส้นด้ายที่พาดบนสเกลครึ่งวงกลม

       4.วางแผนกำหนดวัน เวลา และสถานที่ด้วย App LightTrac ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่มีให้ดาวน์โหลดได้สำหรับผู้ที่ใช้ I phone หรือ I pad โดย App LightTrac นั้น ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการหาสถานที่ หรือตำแหน่งในการถ่ายภาพ โดยโปรแกรมจะแสดงค่ามุมเงย (Altitude) และค่ามุมทิศ (Alzimuth) พร้อมทั้งเวลา ณ ตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งเราสามารถเลือกวัน/เดือน/ปี ล่วงหน้าได้เพื่อเป็นการวางแผนก่อนการถ่ายภาพในวันจริง

  
ตัวอย่างการใช้ App LightTrac เพื่อหาสถานที่หรือตำแหน่งในการถ่ายภาพ

       5.เลนส์ที่ใช้ในการถ่ายภาพควรเป็นเลนส์เทเลโฟโต้ที่มีความยาวโฟกัสไม่น้อยกว่า 300 mm. หรือมากกว่านั้น แต่หากไม่มีผมก็ขอแนะนำกล้อง PVC Telescope ที่เคยเขียนไว้ในคอลัมน์ก่อนๆ (ตามลิงค์ http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000120468)
      
       การถ่ายภาพด้วยกล้อง PVC Telescope โดยใส่โซลาร์ฟิวเตอร์ ก็ถือเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัดในการซื้อเลนส์เทเลโฟโต้ราคาแพงๆ ซึ่งคุณภาพของภาพที่ได้ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างดี แต่อาจต้องอาศัยประสบการณ์ในการปรับโฟกัสอยู่บ้างเพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดที่สุด และที่สำคัญควรทดลองถ่ายภาพเพื่อโฟกัสไว้ล่วงหน้าเสมอเพราะเมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนที่อยู่ ณ บริเวณขอบฟ้าเราจะมีเวลาไม่กี่วินาทีในการถ่ายภาพครับ

  
การถ่ายภาพด้วยกล้อง PVC Telescope โดยใส่โซลาร์ฟิวเตอร์ และใช้ T-Adapter,T-Mount เพื่อติดกับกล้องถ่ายภาพก็ถือเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด

      

  
การถ่ายดวงอาทิตย์อีกแบบหนึ่งในกรณีที่ท้องฟ้ามีเมฆมาก ซึ่งทำให้เราสามารถใช้เมฆเป็นฟิลเตอร์กรองแสงแทน โซลาร์ฟิเตอร์ได้ แต่ผมไม่ขอแนะนำเพราะอาจทำอันตรายต่อตาเราได้ โดยภาพนี้ผมใช้การเปิด Live view แทนการมองภาพผ่านช่องมองภาพ(ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ : Canon EOS 7D / เลนส์ EF300mm.+ Extender 2x / F16 / ISO 100 / 1/2000 วินาที)

       จากที่ผมได้แนะนำข้างต้นจะเห็นได้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของการถ่ายภาพให้ประสบความสำเร็จก็คือ การวางแผนและเตรียมการที่ดีโดยศึกษาระบบพิกัดขอบฟ้า และตำแหน่งดวงอาทิตย์ขึ้นและตกในรอบปี ก็จะทำให้เรามาพลาดโอกาสดีๆ ที่จะเก็บภาพดวงอาทิตย์อันอลังการได้อย่างไม่ยากเย็นครับ

    เกี่ยวกับผู้เขียน
        
       ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

      
       สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
      
       ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่สารสนเทศทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร., เคยทำวิจัยเรื่อง การทดสอบค่าทัศนวิสัยท้องฟ้าบริเวณสถานที่ก่อสร้างหอดูดาวแห่งชาติ มีประสบการณ์ในฐานะวิทยากรอบรมการดูดาวเบื้องต้น และเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพดาราศาสตร์ในโครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2554 ของ สดร.ในหัวข้อ “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย”
      
       “คุณค่าของภาพถ่ายนั้นไม่เพียงแต่ให้ความงามด้านศิลปะ แต่ทุกภาพยังสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย”
      
       อ่านบทความ ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน
บันทึกการเข้า
HS8EVL
Moderator
Hero Member
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4358



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2013, 10:13:16 AM »

โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

   การถ่ายภาพเส้นแสงดาว (Star Trails) ตอนที่ 1

    ในช่วงเวลาค่ำคืนของฤดูหนาวผมมักต้องจัดกิจรรมเปิดฟ้าตามหาดาวอยู่บ่อยครั้งและในทุกๆครั้งในการจัดกิจกรรมดูดาวก็ต้องบรรยายเกี่ยวกับเรื่องการเคลื่อนที่ของทรงกลมท้องฟ้าหรือการเคลื่อนที่ของดวงดาวบนท้องฟ้านั่นเองและหลังจากการบรรยายผมมักจะให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้ลองถ่ายภาพการเคลื่อนที่ของดวงดาวบนท้องฟ้าหรือที่เราคุ้นหูกันว่า “การถ่ายภาพเส้นแสงดาว หรือที่เรียกว่า Startrails” นั่นเองครับ ซึ่งถือว่าเป็นของแถมหลังจากการจัดกิจกรรมดูดาว ใช้แล้วครับในคอลัมน์นี้ผมก็จะพูดถึงการถ่ายภาพเส้นแสงดาว (Startrails) ที่หลายๆคนอยากรู้เทคนิคและวิธีการ ซึ่งจริงๆแล้วใครๆก็สามารถถ่ายได้อย่างไม่ยากนัก และไม่จำเป็นต้องมีกล้องเทพเลนส์เทวดาแต่อย่างใด เอาหล่ะครับก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเวลาและสถานที่รวมทั้งการเคลื่อนที่ของดวงดาวบนท้องฟ้ากันก่อนครับ
      
       ช่วงเวลาที่เหมาะสม
       ฤดูหนาวเป็นฤดูที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงดาว (Startrails) และช่วงเวลาที่ดีที่สุดอยู่ระหว่างเดือน พฤศจิกายน – กุมพาพันธ์ หลังจากนี้ไปจนถึงก่อนสงกรานต์ ท้องฟ้าก็ยังโปร่งไม่มีเมฆ แต่จะมีฟ้าหลัว หมอกแดด ซึ่งเกิดจากเปิดหน้าดินจากการเก็บเกี่ยว และการเผาป่าเผาไร่ หลังจากสงกรานต์เป็นต้นไปเป็นช่วงฤดูฝน ฟ้าเปิดเป็นหย่อม ๆ ดูดาวได้บ้างเป็นบางส่วน แต่จะมีเมฆผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่สะดวกต่อการถ่ายภาพดวงดาวครับ
      
        สถานที่
          สถานที่ที่เหมาะสมควรเป็นที่โล่งกว้าง มองเห็นขอบฟ้าได้ทุกด้าน โดยเฉพาะด้านทิศเหนือเพื่อให้สามารถสังเกตการเคลื่อนที่ของทรงกลมท้องฟ้า จากทิศตะวันออก ไปยังทิศตะวันตก (การหมุนรอบตัวเองของโลก) และอุปสรรคที่สำคัญของการการถ่ายภาพเส้นแสงดาว หรือแม้กระทั้งการดูดาวคือ แสงรบกวน ซึ่งนักดาราศาสตร์จะเรียกว่า “มลภาวะทางแสง” หรือ Light pollution ทั้งนี้รวมถึงแสงของดวงจันทร์ ที่จะรบกวนทำให้แสงของดาวจางกลืนไปกับท้องท้องที่มีมลภาวะทางแสงได้

        การวางแผน
       ในการถ่ายภาพเส้นแสงดาว จำเป็นต้องใช้เวลาในการถ่ายภาพค่อนข้างนาน หรืออากต้องการเส้นแสงดาวยาวๆ หมุนเป็นวงกลมอาจต้องใช้เวลาตั้งแต่ 3 ชั่วโมงขึ้นไปหรืออาจถ่ายทั้งคืนจนถึงเช้าก็ได้ ดังนั้น การวางแผนเวลาการขึ้น-ตก ของดวงจันทร์ ช่วงเวลาที่เหมาะสมควรเป็นช่วงคืนเดือนมืด หรือ ข้างขึ้นตั้งแต่ ขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 4 ค่ำ (ดวงจันทร์ตกลับขอบฟ้าในช่วงหัวค่ำ) หรือข้างแรม ตั้งแต่ แรม 12 ค่ำ ถึง แรม 15 ค่ำ (ดวงจันทร์ขึ้นในช่วงใกล้รุ่งเช้า) โดยหลีกเลี่ยงช่วงข้างขึ้น 15 ค่ำ เพราะดวงจันทร์จะขึ้นทันทีหลังจากดวงอาทิตย์ขึ้น และตกตอนรุ่งเช้าเมื่อฟ้าสาง ทั้งคืนจะเต็มไปด้วยแสงของดวงจันทร์จันทร์ (ดวงจันทร์จะขึ้นช้าไปวันละประมาณ 50 นาที)
      
          ซึ่งการวางแผนเราสามารถอาศัยข้อมูลปฏิทินจันทรคติ หรือโปรแกรมทางดาราศาสตร์ว่าคืนนั้นดวงจันทร์ขึ้น-ตกเวลาใด
      
        การตรวจสอบสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา
          เราควรจะวางแผนล่วงหน้า โดยตรวจสอบสภาพอากาศกับกรมอุตุวิทยาเพื่อดูอากาศว่าเป็นยังไง ท้องฟ้าปลอดโปร่งหรือมีเมฆมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เราควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด คือ ช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม เพราะเป็นช่วงฤดูฝน ทำให้ท้องฟ้าไม่ปลอดโปร่งและมีเมฆมากกว่าทุกฤดู แต่ถ้าจะให้ดี ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดก็คือฤดูหนาว เพราะเป็นช่วงที่สภาพอากาศปลอดโปร่งในยามค่ำคืน สามารถมองเห็นดวงดาวได้ชัดเจนที่สุด แต่ก็อย่าลืมอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญนั่นก็คือต้องพยายามอย่าใกล้วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ ซึ่งดวงจันทร์จะเต็มดวงและส่องแสงสว่างมากที่สุดจนบดบังแสงของดวงดาว
      
        อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงดาว
          มาดูกันว่าก่อนจะไปถ่ายภาพเส้นแสงดาวเราจำเป็นต้องเตรียมอะไรบ้าง
      
       -กล้องถ่ายภาพ: ต้องเป็นกล้องที่มีสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้ และสามารถเปิดหน้ากล้องได้นานกว่า 30 วินาที ที่สำคัญควรมีแบตเตอรี่ สำรองอีกอย่างน้อยหนึ่งก้อนเผื่อไว้ด้วย เพราะการถ่ายภาพเส้นแสงดาวจำเป็นต้องถ่ายภาพต่อเนื่องตลอดทั้งคืน จำนวนหลายร้อยภาพจึงทำให้เปลืองแบตฯ มากพอสมควร
      
       -เลนส์: เลนส์หลักควรเป็นเลนส์มุมกว้างหนึ่งตัว ยิ่งมุมรับภาพกว้างมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเก็บเอาหมู่ดาวมาไว้ในภาพได้มากขึ้นเท่านั้น
      
       -เมมโมรี่การ์ด : ในการถ่ายภาพเส้นแสงดาว นั้นต้องถ่ายภาพจำนวนมากเป็นพิเศษ ทำให้เปลืองเมโมรี่การ์ดควรเตรียมพื้นที่หน่วยความจำให้มากที่สุด
      
       -ขาตั้งกล้อง: จำเป็นมากขาดไม่ได้ ควรตั้งขาตั้งกล้องให้มั่นคงที่สุด หรืออาจใช้ถุงทรายถ่วงเพื่อป้องกันลมพัดโกรกและต้องให้แน่ใจว่าขาตั้งกล้องที่ใช้มั่นคงและนิ่งพอ
      
       -สายลั่นชัตเตอร์: อันนี้ก็จำเป็นมากที่สุด ให้ใช้เป็นแบบล็อคได้เพราะเราต้องถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง
      
       -ผ้าพลาสติกสำหรับคลุมกล้อง: ในตอนกลางคืนน้ำค้างจะเยอะ การตั้งกล้องทิ้งไว้ทั้งคืนกล้องอาจเปียกและเสียหายได้
      
          -ไฟฉาย: บ่อยครั้งที่จำเป็นต้องใช้ไฟฉายเปิดแสงในบางตำแหน่งเพื่อให้ภาพออกมาสมบูรณ์ที่สุด
      
       -แผนที่ดูดาว: เพื่อใช้ในการหาตำแหน่งของดาวเหนือที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ
      
       ทำความเข้าใจการเคลื่อนที่ของทรงกลมท้องฟ้า และการกำหนดทิศเพื่อกำหนดเส้นแสงดาว
      
       เมื่อมองจากพื้นโลกเราจะเห็นทรงกลมท้องฟ้าเคลื่อนที่จากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก อย่างไรก็ตามเนื่องจากโลกของเราเป็นทรงกลม ดังนั้นมุมมองของการเคลื่อนที่ของทรงกลมท้องฟ้า ย่อมขึ้นอยู่กับตำแหน่งละติจูด (เส้นรุ้ง) ของผู้ถ่ายภาพนั้นเอง ตัวอย่างเช่น

  
ถ้าผู้ถ่ายภาพอยู่บนเส้นศูนย์สูตร หรือละติจูด 0° ขั้วฟ้าเหนือจะอยู่ที่ขอบฟ้าด้านทิศเหนือพอดี และดาวขึ้น – ตก ในแนวในตั้งฉากกับพื้นโลก



  
ถ้าผู้ถ่ายภาพอยู่ที่ละติจูดสูงขึ้นไป เช่น ละติจูด 15° ขั้วฟ้าเหนือจะอยู่สูงจากขอบฟ้า 15° ดาวขึ้น – ตก ในแนวเฉียงไปทางใต้ 15 °



    
ถ้าผู้ถ่ายภาพอยู่ที่ขั้วโลกเหนือหรือละติจูด 90° ขั้วฟ้าเหนือจะอยู่สูงจากขอบฟ้า 90° ดาวเคลื่อนที่ในแนวขนานกับพื้นโลก

  

         เราสามารถสรุปได้ว่า ถ้าผู้สังเกตการณ์อยู่ที่ละติจูดเท่าใดขั้วฟ้าเหนือจะอยู่สูงจากขอบฟ้าเท่ากับ ละติจูดนั้น
      
       ในการถ่ายภาพเส้นแสงดาวนั้น การกำหนดตำแหน่งและทิศทางของหน้ากล้องมีความสำคัญมาก เพราะเป็นการกำหนดทิศทางของเส้นแสงดาวที่จะเกิดในภาพ โดยอาศัยกลุ่มดาวสว่างบางกลุ่มในการบอกตำแหน่งดาวเหนือ หรือทิศได้ สำหรับผู้เริ่มต้นอาจใช้แผนที่ดาวของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ที่มีแจกให้ซึ่งสามารถติดต่อขอรับได้ หรืออาจใช้โปรแกรมดูดาวเช่น Stellarium ซึ่งเป็นฟรีแวร์สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.stellarium.org/


    
 แผนที่ดูดาวของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ใช้สำหรับหาตำแหน่งของดวงดาวในแต่ละคืนและยังใช้ดูเวลาขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ในแต่ละวันได้ด้วย


    การหาตำแหน่งดาวเหนือจากกลุ่มดาวหมีใหญ่

  
กลุ่มดาวหมีใหญ่" (Ursa major) หรือที่คนไทยเราเรียกว่า "กลุ่มดาวจระเข้" โดยทั่วไปมองเห็นดาวสว่างเรียงตัวเป็นรูปกระบวยตักน้ำ โดยดาวสองดวงแรกของกระบวยตักน้ำ จะชี้ไปยังดาวเหนือเสมอ ไม่ว่าทรงกลมท้องฟ้าจะหมุนไปอย่างไรก็ตาม


       การหาตำแหน่งดาวเหนือจากกลุ่มดาวค้างคาว

  
กลุ่มดาวค้างคาว (Cassiopeia) ประกอบด้วยดาวสว่าง 5 ดวง เรียงเป็นรูปตัว “M” กลุ่มดาวค้างคาวจะอยู่ในทิศตรงข้ามกับกลุ่มดาวหมีใหญ่เสมอ ดังนั้นหากไม่เห็นกลุ่มดาวหมีใหญ่ เราก็จะใช้กลุ่มดาวค้างคาวในการบอกทิศแทน



        การหาตำแหน่งดาวเหนือจากกลุ่มดาวนายพราน

  
ในบางครั้งหากมีเมฆบดบังท้องฟ้าด้านทิศเหนือ ไม่สามารถมองเห็นกลุ่มดาวหมีใหญ่ หรือ กลุ่มดาวค้างคาวได้ เราสามารถใช้ “กลุ่มดาวนายพราน” (Orion) ในการชี้ตำแหน่งทิศเหนือได้คร่าว ๆ เนื่องกลุ่มดาวนายพรานจะหันหัวเข้าหาดาวเหนือเสมอ นอกจากนั้นกลุ่มดาวนายพรานยังตั้งอยู่บนเส้นศูนย์สูตรฟ้า ทำให้กลุ่มดาวนายพรานขึ้น-ตก ในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก เสมอ
      
       การเคลื่อนที่ของเส้นดาวจะต่างกันไป บางภาพดาวจะเคลื่อนเป็นวงกลม บางภาพเป็นแนวขวาง เฉียงไปทางขวาบ้าง ซ้ายบ้าง ทั้งนี้เนื่องจากโลกเราหมุนในลักษณะรอบแกนของตัวเอง ซึ่งแกนที่ว่าก็คือขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้นั้นเอง ดังนั้นเมื่อเราหันหน้ากล้องไปทางทิศเหนือหรือดาวเหนือ ซึ่งเป็นแนวแกนของโลก เราก็จะได้ภาพเส้นแสงดาวเคลื่อนที่หมุนวงรอบๆดาวเหนือ แต่ถ้าหากเราหันหน้ากล้องไปทางทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก เราก็จะได้ภาพเส้นแสงดาวเคลื่อนที่เป็นแนวขวาง เป็นหลักการง่ายๆ ที่ควรทราบและเข้าใจสำหรับคนที่อยากถ่ายภาพเส้นแสงดาวครับ


  
ภาพนี้ผมถ่ายหลังบ้านพี่ชายในช่วงเดือนมกราคมขณะนั้นท้องฟ้าปลอดโปร่งทั้งคืน โดยหันหน้ากล้องไปทางทิศเหนือซึ่งให้ดาวเหนืออยู่บริเวณกลางภาพและจัดองค์ประกอบภาพโดยให้น้ำเข้ามาอยู่ในภาพประมาณ 1 ใน 4 ส่วนของภาพ เพื่อให้เห็นแสงดาวสะท้อนผิวน้ำใช้เวลาถ่ายทั้งหมดกว่า 4 ชั่วโมง (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ : Canon EOS 5D Mark2 /17-40 มม. / F4 / ISO 400 / 4 ชั่วโมง 20 นาที (30 วินาที x 520 ภาพ)


  
ตัวอย่างภาพถ่ายเส้นแสงดาวที่ถ่ายจากในเมืองซึ่งมีแสงไฟรบกวนทำให้เห็นเส้นแสงดาวไม่มากนัก (ภาพโดย : ชนากานต์ สันติคุณาภรณ์ : Nikon D80 / F3.5 / ISO 1600 / 2 ชั่วโมง (30 วินาที x 240 ภาพ)



  
ตัวอย่างภาพถ่ายเส้นแสงดาวทางทิศเหนือหรือดาวเหนือ ซึ่งเราก็จะได้ภาพเส้นแสงดาวเคลื่อนที่หมุนวงรอบๆดาวเหนือดังภาพ (ภาพโดย : สิทธิพร เดือนตะคุ : Nikon D90 / 11-16 มม. / F6.3 / ISO 500 / 3 ชั่วโมง 35 นาที ( 5นาที x 43 ภาพ)



  
ตัวอย่างภาพถ่ายเส้นแสงดาวทางทิศตะวันออก ซึ่งเราก็จะได้ภาพเส้นแสงดาวเคลื่อนที่เป็นแนวขวาง เฉียงไปทางขวา ดังภาพ(ภาพโดย : วทัญญู แพทย์วงษ์ : Canon EOS 450D / 8-16 มม. / F4.5 / ISO 1600 / 2 ชั่วโมง 50 นาที (30 วินาที x 340 ภาพ)

      

       เทคนิคและวิธีการ


      การถ่ายภาพเส้นแสงดาว (Star trail) ให้ปรากฏเคลื่อนที่เป็นเส้นทางยาวในภาพ เพื่อแสดงการหมุนรอบตัวเองของโลกนั้น โดยในเวลา 1 ชั่วโมง ดาวจะเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 15 องศา ซึ่งตำแหน่งและทิศทางที่น่าจะสวยที่สุดและเป็นที่นิยมการถ่ายกันมากที่สุด คือ การถ่ายภาพเส้นแสงดาวในทางทิศเหนือ เนื่องจากดาวดวงอื่นๆ จะเคลื่อนที่หมุนรอนรอบดาวเหนือเป็นวงกลม ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนที่ของดวงดาวที่เกิดจากการหมุนรอบตัวเองของโลก
      
          ในอดีตในยุคกล้องฟิล์มนั้นเรามักถ่ายภาพเส้นแสงดาว ด้วยวิธีการเปิดหน้ากล้องค้างไว้นานนับชั่วโมง ซึ่งภาพที่ได้ก็จะเป็นเส้นแสงดาวเส้นเล็กๆ แต่มักไม่ยาวมากนัก เนื่องจากการเปิดหน้ากล้องค้างไว้นานๆ แสงก็จะถูกสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ยิ่งใช้เวลาถ่ายภาพนานเท่าไหร่ ภาพก็จะสว่างมากขึ้นเท่านั้น และอาจทำให้ภาพสว่างมากเกินจนขาดรายละเอียด
      
          แต่ในปัจจุบันวิธีการถ่ายภาพภาพเส้นแสงดาว (Star trail) นั้น เราจะใช้วิธีการถ่ายภาพแบบต่อเนื่องแล้วนำภาพมาต่อกันเพื่อให้ได้ภาพเส้นแสงดาวที่สวยงาม ซึ่งผมมีเทคนิคและวิธีการที่แสนจะง่ายดายดังจะกล่าวต่อไปนี้
      
          1. ตั้งกล้องบนขาตั้งกล้องที่มั่นคง โดยปกติแล้วเรามักจะหันหน้ากล้องไปที่ดาวเหนือ (ที่มุมเงยประมาณ 15 องศาเหนือ โดยการหาตำแหน่งของดาวเหนือ อาจสังเกตจากกลุ่มดาวหมีใหญ่ หรือกลุ่มดาวค้างคาวก็ได้) แล้วจัดองค์ประกอบภาพตามความเหมาะสม พร้อมกับต่อสายลั่นชัตเตอร์ให้เรียบร้อย
      
          2. ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การถ่ายภาพนั้นสามารถเริ่มถ่ายได้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ โดยเมื่อเริ่มสังเกตเห็นแสงของดวงดาวก็สามารถถ่ายได้ไปจนถึงช่วงเช้ามืด
      
          3. ควรเตรียมแบตเตอรี่สำรอง เพราะการถ่ายภาพเส้นแสงดาว แบบต่อเนื่องจำเป็นต้องเปิดหน้ากล้องทิ้งไว้นานๆ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานพอสมควร   
      
          4. ควรเลือกใช้เลนส์มุมกว้าง หรืออาจเลือกใช้เลนส์ชนิดตาปลา (FishEye Lens) เพื่อให้ได้องศาการรับภาพที่กว้างมากขึ้น
      
          5. ควรเลือกขนาดรูรับแสงโดยประมาณ f/4 หรืออาจต่ำกว่านั้นก็ได้หากจำเป็น เพื่อกล้องมีความไวแสงในการสร้างภาพ เนื่องจากแสงดาวมีความสว่างน้อย และนอกจากนั้นยังช่วยไม่ให้เส้นแสงของดาวมีขนาดเล็กจนเกินไปจนมองไม่เห็น
      
          6. เวลาในการเปิดหน้ากล้องหรือความเร็วชัตเตอร์ ไม่มีค่าตายตัวขึ้นอยู่กับสภาพแสง โดยทั่วไปมักนิยมใช้เวลาในการเปิดหน้ากล้อง 30 วินาที และถ่ายภาพต่อเนื่อง (Continuous) เรื่อยๆ


  
ตัวอย่างภาพถ่ายที่เปิดหน้ากล้องนาน 30 วินาที และเลือกใช้ค่ารูรับแสงกว้าง F4 และใช้ค่าความไวแสง ISO 400 ซึ่งจะได้ภาพดาวเป็นจุดสว่าง พร้อมกับเห็นรายละเอียดของโฟร์กราวด์ได้อย่างชัดเจน โดยเราจะถ่ายภาพออกมาแบบนี้แบบต่อเนื่องแล้วนำเอาภาพทั้งหมดมาต่อกันด้วยโปรแกรมในภายหลัง



  
ตัวอย่างภาพถ่ายที่เปิดหน้ากล้องนาน 5 นาที เพื่อต้องการเก็บรายละเอียดของโฟร์กราวด์ และเลือกใช้ค่ารูรับแสงไม่กว้างมากนัก F6.3 และใช้ค่าความไวแสง ISO 500 ซึ่งจะได้ภาพดาวเป็นเส้นแสงสั้นๆ และถ่ายภาพมาแบบต่อเนื่องแล้วนำเอาภาพทั้งหมดมาต่อกันด้วยโปรแกรมในภายหลัง


         7. การถ่ายแบบต่อเนื่องทำให้เราไม่จำเป็นต้องเปิดหน้ากล้องค้างไว้นาน จึงสามารถที่จะเลือกใช้ค่าความไวแสง (ISO) สูง ตั้งแต่ 400-800 หรืออาจสูงกว่าก็ได้ ทั้งนี้ในภาพแรกหากต้องการทดสอบสภาพแสงดูก่อน อาจเลือกใช้ความไวแสงสูงพอประมาณ ISO 1600 เพื่อให้ระยะเวลาในการถ่ายสั้นลง เพื่อตรวจสอบดูค่าแสงก่อน หากภาพที่ถ่ายทดสอบใช้ได้แล้ว ก็ให้ปรับลดความไวแสงลง และชดเชยเวลาในการเปิดชัตเตอร์ให้พอดี
      
          8. ปิดฟังชั่น Noise reduction เพื่อให้กล้องสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และไม่ทำให้เส้นแสงดาวขาดหายไป
      
          9. ไม่ใช้ระบบล็อคกระจกสะท้อนภาพ หลายท่านคงชอบใช้ระบบนี้ในการถ่ายภาพเพื่อให้กล้องนิ่งที่สุด แต่สำหรับการถ่ายภาพเส้นแสงดาวแบบต่อเนื่องให้เลิกใช้ไปเลยครับ เพราะขณะที่กล้องจะถ่ายภาพในแต่ละครั้งจะทำให้เสียช่วงเวลาหนึ่งในการเปิดล็อกกระจก และจะทำให้เส้นแสงดาวขาดหายไปเป็นช่วงๆ ไม่ต่อเนื่องครับ   
      
          10. การปรับโฟกัสของเลนส์ควรศึกษาระยะไกลสุด (อินฟินิตี้) ของเลนส์ก่อนการถ่ายภาพเนื่องจากระยะชัดที่สุดของระยะไกลสุด (อินฟินิตี้) ของเลนส์ แต่ละตัวอาจปรับอยู่ในตำแหน่งที่ต่างกัน และไม่ควรใช้ระบบออโต้โฟกัสอย่างเด็ดขาด เพราะกล้องจะไม่สามารถหาโฟกัสได้ในตอนกลางคืน รวมทั้งปิดระบบกันสั่นของเลนส์ (หากมี)
      
          11. การบันทึกข้อมูลควรเลือกรูปแบบไฟล์เป็น RAW format เพื่อที่จะสามารถนำมาปรับเปลี่ยนแก้ไขภาพเพิ่มเติมในภายหลังได้อย่างยืดหยุ่นกว่าไฟล์แบบ JPEG
      
          12. เมื่อต่อสายลั่นชัตเตอร์ให้เรียบร้อยแล้ว ให้ปรับโหมดในการถ่ายภาพเป็นการถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง (Continuous) หลังจากตั้งกล้องตรวจสอบการตั้งค่าทุกอย่างเสร็จแล้ว ให้ล็อกสายลั่นชัตเตอร์เพื่อให้กล้องถ่ายภาพต่อเนื่อง โดยใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงเพื่อให้ได้ภาพเส้นแสงดาวโค้งเป็นวงกลมยาวๆ ซึ่งเราจะได้จำนวนภาพหลายร้อยภาพ หลังจากถ่ายภาพเสร็จแล้ว นำภาพทั้งหมดมาต่อกันโดยใช้โปรแกรม Star trails (สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่ (http://www.startrails.de/html/software.html) ก็จะได้ภาพเส้นแสงดาวที่สวยงามและยังสามารถควบคุมความสว่างของภาพได้อีกด้วย
      
       13. ควรใช้ผ้าพลาสติกสำหรับคลุมกล้องเพื่อป้องกันน้ำค้าง เพราะในเวลากลางคืน การตั้งกล้องทิ้งไว้ทั้งคืนกล้องอาจเปียกและเสียหายได้
      
       14. การตั้งกล้องไม่ควรเงยหน้ากล้องมากเกินไป เพราะจะทำให้น้ำค้างเกาะหน้าเลนส์ได้ง่าย และการตั้งกล้องทิ้งไว้เวลานานๆ อาจจะทำให้มีน้ำค้างตกใส่กล้อง จึงควรหาถุงพลาสติกคลุมบริเวณกล้องเพื่อป้องกันน้ำค้างด้วย

      
ตัวอย่างการใช้ผ้าพลาสติกสำหรับคลุมกล้องเพื่อป้องกันน้ำค้างในเวลากลางคืน หรืออาจใช้หมวกหรือผ้าคลุมกล้องไว้ก็ได้


    
ตัวอย่างภาพถ่ายเส้นแสงดาวที่ขณะถ่ายมีฝ้าและไอน้ำเกาะบริเวณหน้ากล้องทำให้เส้นดาวขาดหาย บริเวณกลางภาพและทำให้ภาพไม่คมชัด (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ : Canon EOS 5D Mark2 /17-40 มม. / F4 / ISO 1600 / 2 ชั่วโมง 58 นาที (30 วินาที x 356 ภาพ)

    
        เมื่อตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อยก็เริ่มการถ่ายภาพกันได้เลย ระหว่างนี้ก็ควรหมั่นตรวจดูหน้าเลนส์ด้วยครับว่ามีฝ้าหรือน้ำค้าง มาเกาะหรือเปล่า เพราะจะทำให้ภาพที่ถ่ายมาทั้งคืนเสียหมดเลยก็เป็นได้ครับ ขอให้สนุกกับการถ่ายภาพแบบโต้รุ่งนะครับ และในคอลัมน์ต่อไปของเรื่องการถ่ายภาพเส้นแสงดาว (Star Trails) ตอนที่ 2 ผมจะมาอธิบายถึงวิธีการใช้งานโปรแกรมที่ใช้ในการ Process ภาพเพื่อให้ภาพออกมาเป็นเส้นแสงดาวที่สวยงาม ซึ่งจะมีโปรแกรมอะไรบ้างต้องติดตามในคอลัมน์ต่อไปครับ
      

   *********************
      
       เกี่ยวกับผู้เขียน
      
      
      
       ศุภฤกษ์ คฤหานนท์
      
       สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
      
       ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่สารสนเทศทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. , เคยทำวิจัยเรื่อง การทดสอบค่าทัศนวิสัยท้องฟ้าบริเวณสถานที่ก่อสร้างหอดูดาวแห่งชาติ มีประสบการณ์ในฐานะวิทยากรอบรมการดูดาวเบื้องต้น และเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพดาราศาสตร์ในโครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2554 ของ สดร. ในหัวข้อ "มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย"
      
       "คุณค่าของภาพถ่ายนั้นไม่เพียงแต่ให้ความงามด้านศิลปะ แต่ทุกภาพยังสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย"

อ่านบทความ ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน  
บันทึกการเข้า
HS8EVL
Moderator
Hero Member
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4358



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2013, 10:25:02 AM »

โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

       การถ่ายภาพเส้นแสงดาว (Star Trails) ตอนที่ 2

       ก่อนอื่นผมขอย้อนกลับไปคอลัมน์การถ่ายภาพเส้นแสงดาว (Star Trails) ตอนที่ 1 ผมได้พูดถึงเทคนิคและวิธีการถ่ายภาพเส้นแสงดาวโดยใช้วิธีการถ่ายภาพแบบต่อเนื่องแล้วนำภาพมาต่อกันด้วยโปรแกรม แต่ก่อนอื่นที่ผมจะพูดถึงวิธีการใช้โปรแกรมผมก็อยากจะแนะนำเคล็ดลับในการถ่ายภาพเส้นแสงดาวที่สะท้อนผิวน้ำให้สวยงามนิดหนึ่งครับ

  
ภาพเส้นแสงดาวสะท้อนผิวน้ำ โดยผิวน้ำในทุ่งนามีความนิ่งไม่เคลื่อนไหวทำให้สามารถสะท้อนภาพท้องฟ้าได้เป็นอย่างดี (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ : Canon EOS 5D Mark2 /17-40 มม. / F4 / ISO 400 / 4 ชั่วโมง 20 นาที (30 วินาที x 520 ภาพ)

       จากภาพตัวอย่างเราจะสังเกตเห็นเส้นแสงดาวสะท้อนที่ผิวน้ำทำให้ภาพดูดีและสวยขึ้น แต่เราจะถ่ายภาพอย่างไรให้มีแสงดาวสะท้อนที่ผิวน้ำนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของน้ำแล้วหล่ะครับ ถ้าหากเราถ่ายภาพตามสถานที่ที่มีแหล่งน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำ แม่น้ำ หรือเขื่อนต่างๆ ฯลฯ ซึ่งเป็นสถานที่ ที่มีปริมาณน้ำค่อนข้างสูงหรือมีความลึกพอสมควร โอกาสที่จะได้เส้นแสงดาวสะท้อนน้ำผิวน้ำนั้นคงยากครับ เพราะสถานที่ ที่มีระดับน้ำสูงๆ หรือลึกๆจะที่มีมวลน้ำมาก น้ำจะไม่นิ่งครับ หรือหากเป็นแม่น้ำน้ำก็จะไหลตลอดเวลา ภาพเส้นแสงดาวที่สะท้อนผิวน้ำก็จะไม่ชัดหรืออาจไม่เห็นการสะท้อนเลยก็เป็นได้ แต่หากลองสังเกตจากภาพตัวอย่างที่ผมถ่ายมาสถานที่ ที่ผมเลือกคือทุ่งนาซึ่งจะมีน้ำขังอยู่ตื้นๆ น้ำค่อนข้างจะนิ่ง ทำให้น้ำที่ขังในทุ่งนาทำหน้าที่เสมือนกระจกสะท้อนภาพท้องฟ้าให้เราครับ โดยในเบื้องต้นในการเลือกสถานที่นั้นเราเพียงแค่ลองสังเกตเงาสะท้อนของแสงดาวที่ผิวน้ำว่าสามารถสังเกตด้วยตาเปล่าว่าเห็นหรือไม่ครับ
      
          แต่ในการถ่ายภาพเส้นแสงดาวอุปสรรคสำคัญของการถ่ายภาพเส้นแสงดาวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมฆครับ จากภาพตัวอย่างข้างล่างพบอุปสรรคหลายอย่าง แม้ว่าจะเตรียมอุปกรณ์ดีแค่ไหนแต่หากท้องฟ้าไม่เป็นใจเราก็อดได้ภาพสวยๆ แถมมี Noise เพิ่มเข้ามาในภาพอีกด้วย เนื่องจากในคืนที่มีเมฆมากแสงของดวงดาวก็จะน้อยตามไปด้วย ทำให้เราต้องเพิ่มค่าความไวแสง (ISO) ขึ้นอีกและทำให้เกิดสัญญาณรบกวน หรือ Noise เพิ่มขึ้นตามมา



  
ตัวอย่างภาพถ่ายเส้นแสงดาวที่ขณะถ่ายมีเมฆรบกวนทำให้แสงดาวน้อย จึงต้องเพิ่มค่าความไวแสงเพิ่มมากขึ้น ภาพจึงเกิดสัญญาณรบกวน Noise ในภาพค่อนข้างมาก (ภาพโดย : ชนากานต์ สันติคุณาภรณ์ : Nikon D80 / F3.5 / ISO 1600 / 1 ชั่วโมง 30 นาที (30 วินาที x 180 ภาพ)

       ดังนั้นผมจะขอแนะนำวิธีการกำจัด Noise ซึ่งเป็นวิธีและหลักการที่นักดาราศาสตร์ใช้กันมานานแล้วครับ วิธีการก็คือ การถ่ายภาพ Dark มาลบ Noise ครับ เป็นการถ่ายภาพโดยการปิดหน้ากล้องเอาไว้ ซึ่งตั้งค่าและเวลาการถ่ายเหมือนกับการถ่ายภาพแสงดาวทุกประการ และ ณ อุณหภูมิเดียวกันด้วย ซึ่งผมมักจะถ่ายหลังจากที่ถ่ายภาพแสงดาวเสร็จแล้ว ผมก็จะเอาฝาปิดหน้ากล้องไว้แล้วถ่ายต่อเนื่องไปเรื่อยๆอีกซัก 1 ชั่วโมงเพื่อให้ได้ไฟล์ Dark มากพอ (ซึ่ง Noise ที่มักเกิดในกล้องจะเป็นแบบ Random จึงต้องถ่ายไฟล์ Dark ไว้มากพอสมควร)



  
ตัวอย่างไฟล์ Dark ครับซึ่งเป็นภาพมืดๆดำๆ เป็นการถ่ายภาพโดยการปิดหน้ากล้องเอาไว้ ซึ่งตั้งค่าและเวลาการถ่ายเหมือนกับการถ่ายภาพแสงดาวทุกประการ และ ณ อุณหภูมิเดียวกัน

       เพราะฉะนั้นหากคืนไหนที่เราสามารถถ่ายภาพมาได้อย่างสวยงามก็แสดงว่าวันนั้นเราดวงดีมากๆเลยทีเดียว เพราะนอกจากตัวเราจะพร้อม การวางแผนที่ดีแล้ว โชคและโอกาสก็เป็นปัจจัยหนึ่งของการถ่ายภาพประเภทนี้ เพราะท้องฟ้าต้องดีตลอดทั้งคืนถึงจะได้ภาพสวยๆออกมาด้วยครับ



    
ชื่อภาพเหนือกาลเวลา สถานที่ปราสาทหินพนมรุ้ง จากภาพจะเห็นว่าปราสาทวางตำแหน่งทิศตะวันออก-ตะวันตก เมื่อถ่ายภาพในทิศทางที่เหมาะสมกับโบราณสถานก็จะได้ภาพที่สวยงามเช่นกัน หากแต่ผู้ถ่ายไม่ได้ใช้เทคนิคการถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง ซึ่งหากทดลองใช้เทคนิคการถ่ายภาพแบบต่อเนื่องก็จะทำให้ได้เส้นแสงดาวกับโบราณสถานที่สวยงามอย่างมาก โดยผู้ถ่ายใช้ไฟส่องเข้าที่ปราสาทเปิดให้เห็นรายละเอียดของปราสาท (ภาพโดย : พีระพงษ์ ประสูตร์ : Nikon D3 / F5.6 / ISO 640 / 384.5 วินาที)

       ตอนนี้หลังจากที่เราถ่ายภาพเก็บไฟล์มาหลายร้อยภาพแล้ว เรามาทำการ Process ภาพกันเลยครับ ผมจะขอแนะนำ 2 โปรแกรมซึ่งเป็นฟรีแวร์ครับสามารถดาวน์โหลดได้ทางอินเทอร์เน็ตได้เลยครับ
      
       สำหรับโปรแกรมแรกชื่อว่า Startrails ใช้กับระบบปฏิบัติการ Windows ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.startrails.de/html/software.html หลังจากดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรมแล้วเรามาเริ่มกันเลยครับ

  
ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.startrails.de/html/software.html

      

  
1. เปิดไฟล์ภาพดาวที่ถ่ายไว้ทั้งหมดออกมา โดยคลิกที่ไอคอน open image 2. เปิดไฟล์ภาพ Dark ที่ถ่ายไว้ทั้งหมดออกมา โดยคลิกที่ไอคอน open darkframes

      

  
3. ทำการ Process ภาพโดยคลิกที่ไอคอน Startrails โปรแกรมจะจัดการไฟล์ภาพให้ทั้งหมด โปรแกรมจะจัดการไฟล์ภาพให้ทั้งหมด ทั้งการรวมภาพและการกำจัดสัญญาณรบกวน (Noise) 4. เมื่อรวมภาพเสร็จแล้วทำการ Save image โดยคลิก File / Save image

      

  
5. เลือกรูปแบบการบันทึกภาพแบบ TIFF เพื่อให้สามารถนำไปใช้ปรับแต่งในภายหลัง ก็เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน เราก็จะได้ภาพเส้นแสงดาวสวยๆไปอวดเพื่อนๆกันแล้วครับ

       สำหรับโปรแกรมที่สองชื่อว่า StarStax ใช้กับระบบปฏิบัติการ Mac ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.markus-enzweiler.de/software/software.html มาเริ่มกันอีกทีครับ

  
ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.markus-enzweiler.de/software/software.html

      

  
1. เปิดไฟล์ภาพดาวที่ถ่ายไว้ทั้งหมดออกมา โดยคลิกที่ไอคอน Open Image 2. เปิดไฟล์ภาพ Dark ที่ถ่ายไว้ทั้งหมดออกมา โดยคลิกที่ไอคอน Open Dark Frames

      

  
3. เลือกรูปแบบในการรวมภาพแบบ Lighten โดยคลิกที่โหมด Blending Mode / Lighten

      

  
4. ทำการ Process ภาพโดยคลิกที่ไอคอน Start Processing โปรแกรมจะจัดการไฟล์ภาพให้ทั้งหมด ทั้งการรวมภาพและการกำจัดสัญญาณรบกวน (Noise) เพียงคลิกเดียวเท่านั้น 5. เมื่อรวมภาพเสร็จแล้วทำการ Save image โดยคลิก File / Save As

      

  
6. เลือกรูปแบบการบันทึกภาพแบบ TIFF เพื่อให้สามารถนำไปใช้ปรับแต่งในภายหลัง

       จากการใช้งานโปรแกรมเบื้องต้นทั้ง 2 โปรแกรมที่ผมแนะนำ นอกจากจะสามารถใช้ในการรวมภาพแล้ว โปรแกรม Startrails ยังสามารถใช้สร้างภาพวีดีโอเป็นภาพ Time lapse movie ได้อีกด้วย ซึ่งสามารถทดลองเล่นในอีกหลายฟังก์ชั่นได้ครับ สุดท้ายนี้ก็หวังว่าหลายท่านคงจะสนุกกับการถ่ายภาพเส้นแสงดาวและภาพที่หลายท่านถ่ายได้ ยังสามารถส่งภาพเข้าร่วมประกวดใน “โครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย” ได้อีกด้วย ซึ่งจัดขึ้นทุกปี โดยสามารถติดตามข่าวสารและเข้าดูรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) www.narit.or.th
      
      

       *********************
      
       เกี่ยวกับผู้เขียน
      
      
      
       ศุภฤกษ์ คฤหานนท์
      
       สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
      
       ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่สารสนเทศทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. , เคยทำวิจัยเรื่อง การทดสอบค่าทัศนวิสัยท้องฟ้าบริเวณสถานที่ก่อสร้างหอดูดาวแห่งชาติ มีประสบการณ์ในฐานะวิทยากรอบรมการดูดาวเบื้องต้น และเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพดาราศาสตร์ในโครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2554 ของ สดร. ในหัวข้อ "มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย"
      
       "คุณค่าของภาพถ่ายนั้นไม่เพียงแต่ให้ความงามด้านศิลปะ แต่ทุกภาพยังสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย"  


อ่านบทความ ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน  
บันทึกการเข้า
HS8EVL
Moderator
Hero Member
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4358



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2013, 09:36:50 PM »

โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

   ภาพถ่ายดาราศาสตร์ที่ใครๆ ก็ถ่ายได้

  
ตัวอย่างภาพเส้นแสงดาวที่ (Startrails) ของผู้เข้ากิจกรรมซึ่งถ่ายภาพด้วยเทคนิคถ่ายภาพแบบต่อเนื่องแล้วนำมาภาพที่ได้มาประมวลผลภาพด้วยโปรแกรม Startrailsซึ่งในวันดังกล่าวท้องฟ้ามองเห็นแสงดาวน้อยมาก แต่ผู้เข้าร่วมก็สามารถถ่ายภาพออกกมาได้อย่างสวยงาม

      หลังจากการจัดฝึกอบรมถ่ายภาพทางดาราศาสตร์เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติร่วมกับบริษัทแคนนอนในการจัดฝึกอบรมครั้งนี้ ผมเองได้เป็นวิทยากรในการบรรยายเกี่ยวกับเทคนิคการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ ซึ่งก็เป็นที่น่าดีใจครับที่มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ หลังจากที่ทางทีมงานประกาศรับสมัครปรากฏว่า มีผู้สนใจลงชื่อเข้าร่วม30 ท่านแรกเต็มภายใน 2 ชั่วโมง และนอกจากนั้นยังมีผู้ลงชื่อสำรองไว้อีกกว่า 50 ท่าน
      
       งานนี้ผมและทีมเจ้าหน้าที่ก็เลยจัดเต็มแบบไม่มีกักเทคนิคกันเลยทีเดียว เท่าที่เวลาจะมีให้ครับ โดยนอกจากการแนะนำอุปกรณ์ในการถ่ายภาพรวมทั้งฟังก์ชั่นต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญของบริษัทแคนนอนแล้ว ผู้เข้าอบรมยังได้เรียนรู้เทคนิคทางดาราศาสตร์ อาทิ การหาตำแหน่งดาวเหนือ การเคลื่อนที่ของทรงกลมท้องฟ้า การวัดระยะเชิงมุม ฯลฯ ซึ่งเป็นความรู้ที่เหมาะกับนักดาราศาสตร์สมัครเล่นในระดับพื้นฐาน ในการนี้ผมได้นำตัวอย่างภาพถ่ายทางดาราศาสตร์มาใช้ในการฝึกปฏิบัติการประมวลผลภาพถ่าย ซึ่งล้วนแต่เป็นเทคนิคพื้นฐานที่นักดาราศาสตร์สมัครเล่นควรรู้ทั้งสิ้น
      
          ในตอนแรกก่อนการจัดอบรมผมแอบนึกในใจว่าผู้เข้าร่วมจะเบื่อกับความรู้ทางดาราศาสตร์ที่จะบรรยายไหม จะเข้าใจกันยากไหม หรือจะชอบเทคนิคการถ่ายภาพดาราศาสตร์กันหรือไม่ แต่หลังจากอบรมเสร็จแล้วผมกลับโล่งใจ เพราะมีผู้ให้ความสนใจและชื่นชอบการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์กันมากขึ้น และอยากให้จัดอีกบ่อยๆ ผมและทีมเจ้าหน้าที่หายเหนื่อยกันเลยทีเดียว เพราะหน้าที่หนึ่งของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ก็คือการสร้างนักดาราศาสตร์สมัครเล่นในเมืองไทยให้เพิ่มขึ้น ซึ่งเทคนิคและความรู้พื้นฐานต่างๆ ที่ใช้ในการบรรยายในครั้งนี้ ก็ล้วนแต่เป็นความรู้พื้นฐานของการเก็บข้อมูลทางดาราศาสตร์ของนักดาราศาสตร์สมัครเล่น


  
ภาพบรรยากาศการฝึกอบรมถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ โดยรูปแบบกิจกรรมเน้นการให้ความรู้และเทคนิค รวมทั้งการฝึกปฏิบัติที่จำเป็นสำหรับนักดาราศาสตร์สมัครเล่น

    เนื้อหาในการจัดฝึกอบรมครั้งนี้ ประกอบด้วยการแนะนำอุปกรณ์การถ่ายภาพการแนะนำวิธีการและเทคนิคการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ เช่น การถ่ายภาพเส้นแสงดาว(Startrails) โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการดูดาวเบื้องต้นเพื่อใช้ในการหาตำแหน่งทิศเหนือและการทำความเข้าใจกับกลไกท้องฟ้า การวัดระยะเชิงมุมบนท้องฟ้า รวมทั้งการถ่ายภาพดวงอาทิตด้วยกล้องโทรทรรศน์ผ่านโซลาร์ฟิลเตอร์ (solar filter) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถถ่ายภาพจุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) ได้อย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นพื้นฐานการสังเกตการเปลี่ยนแปลงบนดวงอาทิตย์อีกรูปแบบหนึ่งอีกด้วย
        
                       ในการฝึกปฏิบัตินอกจากการถ่ายภาพในแต่ละประเภทแล้ว อีกเทคนิคหนึ่งที่สำคัญในกิจกรรมนี้คือ การประมวลผลภาพถ่ายเส้นแสงดาว ด้วยซอฟแวร์ Startrailsและการประมวลผลภาพดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ด้วยซอฟแวร์ Registax ซึ่งเป็น “ฟรีแวร์” ทางดาราศาสตร์ที่สามารถดาวน์โหลดได้เอง (รายละเอียดเพิ่มเติมการประมวลผลภาพถ่ายวัตถุท้องฟ้าด้วย Registax http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000114250)


  
ตัวอย่างภาพถ่ายดวงจันทร์ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมถ่ายภาพ ซึ่งเป็นการฝึกปฏิบัติการถ่ายภาพด้วยกล้อง PVC Telescope ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถสร้างเองได้ด้วยงบประมาณไม่สูงมากนัก ได้สามารถนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการถ่ายภาพวัตถุท้องฟ้าได้ดีในระดับหนึ่ง (รายละเอียดเรื่อง “กล้องโทรทรรศน์” ทำเอง-บันทึกวัตถุท้องฟ้าได้จริงตามลิงค์ http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000120468)

  
   การฝึกปฏิบัติการถ่ายภาพดวงอาทิตย์ด้วยกล้องโทรทรรศน์ผ่านโซลาร์ฟิลเตอร์ ซึ่งเทคนิคที่แนะนำสำหรับการปรับโฟกัสภาพให้คมชัดที่สุดคือ การเลือกโฟกัสที่จุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) ที่ปรากฏอยู่บนผิวของดวงอาทิตย์ โดยเลือกจุดที่อยู่ใกล้ตำแหน่งกลางดวงอาทิตย์มากที่สุด และหากจะเปรียบเทียบกับการถ่ายภาพบุคคลแล้วก็คล้ายกับการโฟกัสที่ดวงตานั่นเอง เพราะหากเราใช้ขอบของดวงอาทิตย์เป็นตำแหน่งในการโฟกัสก็คงไม่ต่างกับเราโฟกัสที่ใบหูของภาพถ่ายบุคคลนั่นเอง (รายละเอียดเพิ่มเติมเทคนิคการถ่ายภาพดวงอาทิตย์ http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9540000148931)
        
       อีกกิจกรรมหนึ่งในการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ คือการถ่ายภาพดวงจันทร์ด้วยกล้องโทรทรรศน์ PVC Telescope ซึ่งผู้เข้าอบรมสามารถที่จะสร้างเองได้ด้วยงบประมาณที่ไม่สูงมากนัก ซึ่งเทคนิคสำคัญของการถ่ายภาพดวงจันทร์ คือการเลือกระบบโฟกัสภาพแบบเฉพาะจุด โดยเลือกโฟกัสบริเวณหลุมบนผิวดวงจันทร์ผ่านจอหลังกล้องถ่ายภาพให้คมชัดที่สุด


  
ตัวอย่างภาพถ่ายดวงอาทิตย์ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมถ่ายภาพ ซึ่งเป็นการฝึกปฏิบัติการถ่ายภาพด้วยกล้องโทรทรรศน์ผ่านโซลาร์ฟิวเตอร์ โดยเน้นในเรื่องเทคนิคการโฟกัสภาพ ณ จุดบนดวงอาทิตย์ เพื่อให้ภาพคมชัดมากที่สุด

       นอกจากกิจกรรมการถ่ายภาพดวงอาทิตย์ในช่วงกลางวันแล้ว อีกกิจกรรมหนึ่งที่หลายท่านให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ การถ่ายภาพเส้นแสงดาว (Startrails) ซึ่งสถานที่ในการการฝึกปฏิบัติสถานการณ์จริง เทคนิคการถ่ายภาพเส้นแสงดาว และการถ่ายภาพดวงจันทร์ เราเดินทางไป ณ บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
        
       ก่อนหน้าการจัดกิจกรรมอบรมผมและทีมเจ้าหน้าที่ได้สำรวจสถานที่ไว้ก่อนหน้าซึ่งท้องฟ้ามีความมืดพอสมควร และสามารถสังเกตเห็นดาวเหนือได้ชัดเจน แต่ในวันจริงท้องฟ้ากลับไม่เป็นใจเต็มไปด้วยควันและฟ้าหลัวทั่วท้องฟ้า แต่ผู้ร่วมกิจกรรมหลายท่านก็ไม่ท้อถอยและได้ทดลองถ่ายภาพเส้นแสงดาวรวมทั้งดวงจันทร์กันมาได้ภาพออกมาอย่างที่เห็น ซึ่งก็ถือว่าเป็นภาพแรกๆของใครหลายๆ คน และก็เป็นภาพที่ใครๆก็ถ่ายได้ครับ(รายละเอียดเพิ่มเติมเทคนิคการถ่ายภาพเส้นแสงดาว http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000016487)



      


       เกี่ยวกับผู้เขียน
      
       ศุภฤกษ์ คฤหานนท์
      
       สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
      
       ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่สารสนเทศทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร., เคยทำวิจัยเรื่อง การทดสอบค่าทัศนวิสัยท้องฟ้าบริเวณสถานที่ก่อสร้างหอดูดาวแห่งชาติ มีประสบการณ์ในฐานะวิทยากรอบรมการดูดาวเบื้องต้น และเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพดาราศาสตร์ในโครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2554 ของ สดร.ในหัวข้อ “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย”
      
       “คุณค่าของภาพถ่ายนั้นไม่เพียงแต่ให้ความงามด้านศิลปะ แต่ทุกภาพยังสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย”
      
       อ่านบทความ ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน
บันทึกการเข้า
HS8EVL
Moderator
Hero Member
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4358



ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2013, 02:39:36 PM »

ใช่หลอ ใครๆกฌถ่ายได้จิงอะ  Roll Eyes Roll Eyes
   หากเราเป็นผู้ที่ชอบถ่ายภาพด้วยใจรักแล้ว หมายถึง เห็นอะไร ก็ถ่ายภาพ  จะทำให้เรื่อง ภาพถ่ายดาราศาสตร์ที่ใครๆ ก็ถ่ายได้ จริงครับ อาจยากไปหน่อยสำหรับการเริ่มต้นและต้องมึความอดทนสูง เพราะเราต้องจ้องอยู่กับดวงดาวตลอดทั้งคืน
บันทึกการเข้า
HS8EVL
Moderator
Hero Member
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4358



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2013, 09:54:01 PM »

โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์   

   สิ้นสุดการรอคอยนับปี...ภาพถ่ายดวงอาทิตย์ตกหลังพระธาตุดอยสุเทพ

  
   ภาพถ่ายดวงอาทิตย์ตกหลังพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ด้วยเทคนิคการวัดมุมเงยและมุมทิศของดวงอาทิตย์ขณะอยู่สูงจากขอบฟ้า 9 องศา ในวันที่ วันที่ 6 เมษายน 2556 (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ : Canon EOS 7D / Takahashi FSQ106 ED + Teleconverter 1.5X / Focal length : 795mm. / F7.5 / ISO 100 / 1/8000 s)

   หลังจากการฝึกอบรมโครงการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมและทีมเจ้าหน้าที่ได้เชิญชวนกลุ่มสมาชิกในเพจ Astrophotography Workshop และผู้ที่เคยเข้าร่วมอบรมถ่ายภาพ มาร่วมทริปถ่ายภาพดวงอาทิตย์ตกหลังวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา และในการถ่ายภาพครั้งนี้ถือได้ว่า เป็นการรอคอยเวลามากว่า 1 ปีเต็มของผม หลังจากในช่วงเดียวกันนี้ในปีก่อนท้องฟ้าไม่เป็นใจทำให้พลาดโอกาสไป
      
       การถ่ายภาพดวงอาทิตย์ตกหลังวัดพระธาตุดอยสุเทพนี้ นอกจากความสวยงามแล้ว ยังแฝงไปด้วยเกร็ดความรู้และหลักการทางดาราศาสตร์ทั้งนั้น และผมเองก็ไม่อยากเก็บเอาไว้คนเดียว จึงได้เชิญชวนผู้ที่สนใจการถ่ายภาพประเภทนี้มาร่วมถ่ายภาพด้วยกัน ทั้งยังเป็นการเผยแพร่ความรู้ทางดาราศาสตร์อีกทางหนึ่งด้วยครับ
      
          สำหรับสิ่งสำคัญในการถ่ายภาพครั้งนี้ คงต้องบอกว่า อาศัยความรู้ทางดาราศาสตร์ค่อนข้างมากสักหน่อยครับ โดยต้องศึกษาตำแหน่งการขึ้น-ตก ของดวงอาทิตย์ ในรอบ 1 ปี ก่อนว่ามีตำแหน่งการขึ้น-ตก ในแต่ละเดือนอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ยังต้องทราบว่าช่วงไหนบ้างที่สามารถถ่ายภาพได้ โดยไม่มีปัญหาของเมฆฝนมาเป็นอุปสรรคอีกด้วย ดังนั้นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ในรอบ 1 ปี กันก่อนครับ   
      
       การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ในรอบ 1 ปี
      
          เส้นทางที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ปรากฎไปบนท้องฟ้าตลอดปี เรียกว่าเส้นสุริยวิถี (Ecliptic) จากการสังเกตตำแหน่งขึ้นและตกของดวงอาทิตย์และเส้นทางโคจรปรากฎของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าตลอดปี พบว่าความจริงนั้นตำแหน่งขึ้น-ตกและเส้นทางการโคจรของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้ามีการเปลี่ยนแปลงไปทุกฤดูกาล จากการวัดตำแหน่งของดวงอาทิตย์ขึ้นและตกพบว่าตำแหน่งเปลี่ยนไปทุกวัน วันละประมาณ 15 ลิปดา

  
ภาพแสดงตำแหน่งขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ในรอบปีของประเทศไทย (Latitude 15°)

       จากภาพข้างต้นสามารถสรุปตำแหน่งขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ในรอบปีของประเทศไทย ดังนี้
          - วันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นตรงทิศตะวันออกและตกตรงทิศตะวันตกพอดี มีค่ามุมอาซิมุทขณะขึ้น 90 องศา และขณะตก 270 องศา
          - วันที่ 21 มีนาคม และ 23 กันยายน เรียกว่า วันอิควินอกซ์ (Equinox) เป็นวันที่มีกลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน โดยวันที่ 21 มีนาคม เป็นวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิเรียกว่า เวอร์นอล อิควินอก (Vernal Equinox) ส่วนวันที่ 23 กันยายน เป็นวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วงเรียกว่า ออตัมนอลอิควินอก (Autumnal Equinox)
       - วันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกไปทางเหนือมากที่สุดในวันที่ 21 มิถุนายน เป็นช่วงฤดูฝนของประเทศไทย โดยวันนี้เวลากลางวันจะยาวกว่าเวลากลางคืน เรียกว่า ซัมเมอร์โซลติส(Summer Solstice) มีค่ามุมอาซิมุท ขณะขึ้น 66.5 องศา ขณะตก 293.5 องศา
       - วันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกไปทางใต้มากที่สุดวันที่ 21 ธันวาคม เป็นช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย โดยวันนี้เวลากลางคืนยาวกว่ากลางวัน เรียกว่า วินเทอร์โซลติส (Winter Solstice) มีค่ามุมอาซิมุท ขณะขึ้น 113.5 องศาและขณะตก 246.5 องศา หรืออาจคุ้นหูกันที่เรียกกันว่า"ตะวันอ้อมข้าว"
      
       ดวงอาทิตย์จะเปลี่ยนตำแหน่งไปวันละ 15 ลิปดา โดยในวันที่ 21 มีนาคม ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี หลังจากวันนี้ไปดวงอาทิตย์จะขึ้นไปทางเหนือจนถึงเหนือสุดประมาณ 23.5 องศา ในวันที่ 21 มิถุนายน ต่อจากนั้นดวงอาทิตย์จะมีการขึ้นและตก ลดต่ำลงมาจากทางเหนือจนถึง วันที่ 23 กันยายน ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดีอีกครั้ง และหลังจากวันที่ 23 กันยายน ดวงอาทิตย์จะขึ้นตกค่อนไปทางใต้มากที่สุดประมาณ 23.5 องศา ในวันที่ 21 ธันวาคม หลังจากวันนี้ดวงอาทิตย์จะค่อยๆ ขึ้นและตกสูงขึ้นจากทางใต้จนกระทั่ง ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 21 มีนาคม ต่อจากนั้นก็จะเปลี่ยนตำแหน่งขึ้นตกซ้ำรอยเดิมอีกเป็นเช่นนี้เรื่อยไป
      
       ผลจากการที่ดวงอาทิตย์มีการเปลี่ยนตำแหน่งการขึ้นตกไปตลอดทั้งปีและโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี จึงทำให้ระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน นอกจากนี้แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศา กับแนวที่ตั้งฉากกับระนาบวงโคจรของโลก ทำให้ส่วนต่าง ๆ ของโลกได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน จึงเกิดฤดูกาลขึ้น โดยพื้นที่ที่อยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตรจะได้รับแสงและความร้อนจากดวงอาทิตย์มากเกือบตลอดปีจึงมีเพียง 2 ฤดู คือฤดูร้อนกับฤดูฝน ส่วนทางซีกโลกเหนือจะเป็นเขตอบอุ่นจึงมี 4 ฤดูคือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว
 
    Sunset @ Doi Suthep Chiangmai Thailand  from Thai Astrophotographer on Vimeo

      
       เทคนิคและวิธีการ
          สำหรับเทคนิคและวิธีการในการถ่ายภาพครั้งนี้ผมจะขออนุญาตอธิบายตั้งแต่กระบวนการสังเกตการณ์ วางแผน และลงมือถ่ายภาพ เพื่อให้ได้ภาพที่มีมุมตกพอดี ดังภาพตัวอย่างข้างต้น และนอกเหนือจากนั้นเราก็จำเป็นต้องทราบข้อมูลก่อนว่า ในช่วงเดือนไหนบ้างที่ท้องฟ้าไม่มีอุปสรรคของเมฆฝนมารบกวน จากประสบการณ์ของผมแล้วก็จะมีช่วงฤดูหนาวกับร้อนเท่านั้น
      
       ในการถ่ายภาพดวงอาทิตย์ตกหลังพระธาตุดอยสุเทพฯ นั้น จะสามารถถ่ายภาพได้ในช่วงต้นเดือนเมษายน จนถึงปลายเดือน ซึ่งดวงอาทิตย์จะเคลื่อนที่เปลี่ยนตำแหน่งขึ้นไปทางเหนือเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 21 มิถุนายน ดวงอาทิตย์ก็จะเคลื่อนที่กลับลงไปทางใต้อีกครั้ง โดยหลังจากนี้ประเทศไทยก็เข้าสู่ช่วงฤดูฝน และไม่สามารถถ่ายภาพได้ ดังนั้น ในรอบ 1 ปีก็จะมีเพียงช่วงเดือนเมษายนเท่านั้นที่สามารถถ่ายภาพดวงอาทิตย์ตกหลังพระธาตุดอยสุเทพฯ ได้ ซึ่งผมจะสรุปขั้นตอนดังนี้
      
          1. สำรวจสถานที่ : สิ่งแรกคือการหาสถานที่ ที่สามารถมองเห็นตัวพระธาตุได้ชัดเจนโดยไม่มีสิ่งกีดขวางต่างๆ เช่น ตึกบัง สายไฟ หรือต้นไม้บัง เป็นต้น และนอกจากนี้ผมแนะนำว่านอกจากจะมองเห็นพระธาตุได้ดีแล้ว สถานที่นั้นควรเป็นที่โล่งกว้างเพื่อความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนตำแหน่งในการถ่ายภาพอีกด้วย
          - สถานที่ในการถ่ายภาพควรอยู่ห่างจากยอดพระธาตุ ควรมีระยะไม่น้อยกว่า 4 กิโลเมตร เพราะหากเข้าใกล้มากกว่านี้จะทำให้ตัวพระธาตุมีขนาดใหญ่เกินไป และบังดวงอาทิตย์จนทำให้รายละเอียดของดวงอาทิตย์ขาดหายไป รวมทั้งทำให้ขนาดของดวงอาทิตย์ เมื่อเปรียบเทียบขนาดกับพระธาตุจะดูไม่น่าตื่นตา
          - โดยการกะระยะห่างนั้นอาจทำได้ยาก ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดคือการวัดระยะเชิงมุมของตัวพระธาตุก่อนว่า ระยะห่างที่เรามองเห็นควรเห็นตัวพระธาตุมีขนาดไม่เกินครึ่งองศา หรือครึ่งนิ้วก้อยของเราเมื่อเหยียดแขนสุด (เนื่องจากดวงอาทิตย์มีขนาดปรากฏเชิงมุมบนท้องฟ้า 0.5 องศา)


  
การวัดระยะเชิงมุมของตัวพระธาตุ ที่เรามองเห็นควรมีขนาดไม่เกินครึ่งองศา หรือครึ่งนิ้วก้อยของเราเมื่อเหยียดแขนสุด (เนื่องจากดวงอาทิตย์มีขนาดปรากฏเชิงมุมบนท้องฟ้า 0.5 องศา)

           2.วัดมุมเงย (Altitude) และวัดค่ามุมทิศ (Azimuth) ของตำแหน่งพระธาตุ : หลังจากได้ตำแหน่งในการถ่ายภาพแล้ว ให้ทำการวัดมุมเงยของพระธาตุฯ ด้วยเครื่องวัดมุมอย่างง่าย (ภาพด้านล่าง) และวัดค่ามุมทิศ (Azimuth) ด้วยเข็มทิศ เพื่อนำค่าที่วัดได้ไปใช้ในการตรวจสอบวันและเวลาของดวงอาทิตย์ ที่จะเคลื่อนที่มาตรงกับค่ามุมเงย และมุมทิศ ของตำแหน่งในการถ่ายภาพ ด้วยเว็ป แอพพลิเคชั่น Motions of the Sun Simulator ของ NAAP Labs (ตามลิงค์ http://astro.unl.edu/naap/motion3/animations/sunmotions.html)


  
เว็บแอปพลิเคชั่น Motions of the Sun Simulator ของ NAAP Labs ที่ใช้ในการหาช่วงวัน/เดือน และเวลา ตามตำแหน่งค่ามุมเงย และมุมอะซิมุท ของตำแหน่งในการถ่ายภาพที่เลือกไว้

      

  
การวัดค่ามุมเงยโดยใช้เครื่องวัดมุมอย่างง่ายที่สร้างเองได้จากเครื่องวัดมุมและใช้หลอดกาแฟเป็นกล้องเล็ง ซึ่งอ่านค่ามุมจากตำแหน่งเส้นด้ายที่พาดบนสเกลครึ่งวงกลม

       นอกจากเทคนิคการกำหนดวัน เวลา และสถานที่ ในเบื้องต้นแล้ว ปัจจุบันสำหรับผู้ที่ใช้ I phone หรือ I pad ยังสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ชื่อว่า “Lightrac” เป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการหาสถานที่หรือตำแหน่งในการถ่ายภาพ โดยโปรแกรมจะแสดงค่ามุมเงย (Altitude) และค่ามุมทิศ (Azimuth) พร้อมทั้งเวลา ณ ตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งเราสามารถเลือกวัน/เดือน/ปี ล่วงหน้าได้เพื่อเป็นการวางแผนก่อนการออกไปสำรวจสถานที่จริง
      
          แต่ทั้งนี้จากประสบการณ์ของผม ไม่ว่าเราจะใช้วิธีการหาค่าด้วยวิธีไหนก็ตาม ก็มักจะความคลาดเคลื่อนได้เสมอ ดังนั้นก่อนการลงมือถ่ายภาพจริงควรออกไปสังเกตการณ์มุมตกของดวงอาทิตย์ล่วงหน้าก่อน 1 วันเสมอ
      
          3. สังเกตการณ์ล่วงหน้า 1 วันเสมอ : หลังจากที่ได้ตำแหน่ง วัน และเวลา ในการถ่ายภาพแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้ประสบความสำเร็จ คือ การสังเกตการณ์ก่อนถ่ายจริง 1 ครั้ง เนื่องจากตำแหน่งที่เราเลือกเป็นจุดถ่ายภาพนั้นอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ง่าย จากประสบการณ์ผมแล้วผมจะไปยังจุดถ่ายภาพล่วงหน้าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงเพื่อดูทิศทางการตกของดวงอาทิตย์ ซึ่งดวงอาทิตย์จะตกเป็นมุมเฉียงลงมาทางเหนือ โดยทำมุมกับเส้นตั้งฉากที่ขอบฟ้า 15 องศา โดยประมาณดังภาพด้านล่าง


  
ภาพแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์จะตกเป็นมุมเฉียงลงมาทางเหนือ โดยทำมุมกับเส้นตั้งฉากที่ขอบฟ้า 15 องศา (ค่าประมาณสำหรับประเทศไทย)

       ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ผมแนะนำว่าในการสังเกตการณ์นั้น ให้สังเกตมุมตกของดวงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง เพราะเราอาจจะต้องเดินไปเดินมาเพื่อหามุมที่เห็นดวงอาทิตย์ตกลงหลังพระธาตุให้พอดีที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพ เพราะหากเราต้องการจะถ่ายภาพด้วยแล้ว เราจะเสียเวลากับการปรับโฟกัส ซึ่งนั้นจะทำให้เราพลาดโอกาสการเลือกจุดถ่ายภาพที่ถูกต้องก็เป็นได้ ทั้งดวงอาทิตย์ขณะเคลื่อนที่ลงมาใกล้ขอบฟ้านั้น เราจะมีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น ที่เราจะสังเกตมุมที่ตกหลังพระธาตุพอดี ซึ่งหากเราพลาดขั้นตอนนี้ วันพรุ่งนี้ถึงตอนจะถ่ายจริงเราก็อาจพลาดซ้ำสองได้ง่ายๆ ครับ (***แต่หากคุณมีเพื่อนไปช่วยดูตำแหน่งด้วยก็อาจแบ่งหน้าที่กันให้คนหนึ่งลองถ่ายภาพ และอีกคนเดินดูตำแหน่งที่ถูกต้องก็จะข้อมูลที่แม่นยำมากขึ้นครับ)
      
          4. จากตำแหน่งเดิมขยับลงมาทางทิศใต้ 15-20 ก้าว : ในช่วงเดือนเมษายน ดวงอาทิตย์จะเปลี่ยนตำแหน่งมุมทิศ ในการตกขยับจากจุดเดิมขึ้นไปทางทิศเหนือ วันละ 15 ลิปดา หรือประมาณ 1/4 ของขนาดดวงอาทิตย์ และ ณ ตำแหน่งที่สามารถสังเกตเห็นดวงอาทิตย์ตกหลังพระธาตุได้พอดีนั้น ในวันต่อมาให้เปลี่ยนตำแหน่งการถ่ายภาพไปทางทิศใต้ประมาณ 15-20 ก้าว โดยประมาณ และสามารถใช้เทคนิคการเปลี่ยนตำแหน่งการถ่ายภาพนี้ได้ต่อไปเรื่อยๆ ในวันต่อๆไป

    
ภาพถ่ายดวงอาทิตย์ตกหลังพระธาตุดอยสุเทพ ในวันที่ วันที่ 2 เมษายน ซึ่งเป็นวันแรกของการสังเกตการณ์ (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ : Canon 5D Mark ll / Takahashi FSQ106 ED + Teleconverter 1.5X / Focal length : 795mm. / F7.5 / ISO 1000 / 1/60 s)

      

  
ภาพถ่ายดวงอาทิตย์ตกหลังพระธาตุดอยสุเทพ ในวันที่ วันที่ 5 เมษายน ซึ่งหลังจากที่รู้ตำแหน่งที่แน่นอนจากวันที่สองแล้ว ทำให้สามารถกะระยะจุดถ่ายภาพได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ : Canon EOS 7D / Takahashi FSQ106 ED + Teleconverter 1.5X / Focal length : 795mm. / F7.5 / ISO 100 / 1/8000 s)

       5. โฟกัสภาพเมื่อดวงอาทิตย์ไว้ล่วงหน้าก่อนเสมอ : เมื่อได้จุดถ่ายภาพที่แน่นอนแล้วให้เริ่มโฟกัสภาพดวงอาทิตย์ไว้ล่วงหน้าและทดลองถ่ายภาพดวงอาทิตย์เพื่อตรวจดูว่าแสงพอดีหรือไม่ และเห็นรายละเอียดของจุดมืด (Sunspot) หรือไม่ และควรเผื่อค่าแสงในการถ่ายภาพให้โอเวอร์สักเล็กน้อย เพราะขณะที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ลงต่ำเรื่อยๆ ความเข้มแสงของดวงอาทิตย์ก็จะลดลงด้วย ซึ่งช่วงเวลาในขณะกำลังเคลื่อนลงใกล้ขอบฟ้านั้น เราจะมีเวลาในการถ่ายภาพเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น หากมัวแต่เสียเวลาปรับโฟกัส หรือปรับค่าแสง ก็อาจพลาดช๊อตสำคัญไปก็เป็นได้ แต่ถึงกระนั้นเราก็สามารถแก้มือได้ในวันต่อๆ ไปครับ
      
          หลังภาพแรกที่สามารถภาพได้แล้วนั้น หลังจากนี้ไปเราก็สามารถถ่ายภาพได้อีกเรื่อยๆ อีกหลายวันเลยทีเดียว โดยประสบการณ์แล้วจะสามารถถ่ายภาพได้ประมาณ 20 กว่าวันเลยทีเดียวครับ โดยการขยับตำแหน่งจุดถ่ายภาพดังที่กล่าวไว้ในข้อ 4 ไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ในการถ่ายภาพมีความกว้างมากน้อยแค่ไหน
      
          หลังจากนี้หากใครได้อ่านบทความนี้ ผมก็หวังว่าจะมีใครอีกหลายคนเฝ้ารอโอกาสถ่ายภาพดวงอาทิตย์ตกหลังพระธาตุดอยสุเทพในปีหน้า เช่นเดียวกับที่ผมเองก็ได้รอคอยมากว่า 1 ปีครับ
      
       ประมวลภาพถ่ายดวงอาทิตย์ตกหลังพระธาตุดอยสุเทพ ของกลุ่มสมาชิก Astrophotography Workshop
      
          จากตัวอย่างภาพถ่ายที่เลือกมาบางภาพจากสมาชิกหลายๆ ท่าน โดยถ่ายภาพในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกัน แต่ระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าวก็ทำให้ได้มุมถ่ายภาพที่ต่างกันแล้วครับ

  
ภาพโดย : Phaitoon Sutunyawatchai / Camera : Canon 600D / Lens : 70-200 F4 IS / Focal length : 200 mm / Aperture : 10 / ISO : 100 / Exposure : 1/2000 / วันเวลาที่ถ่าย : 7 เมษายน 2556

      

  
ภาพโดย : ปิ่นรัตน์ พรรณประดิษฐ์ / Camera : NIKON 1 V1 / Lens : Nikon 300mm f/4 AF-S + TC-14E II (1.4x) / Focal length : 1134 mm / Aperture : f/8 / ISO : 100 / Exposure : 1/2500s / วันเวลาที่ถ่าย : 8 เมษายน 2556 17.55 น.

      

  
ภาพโดย : วิรติ กีรติกานต์ชัย (Wirati Keeratikanchai Mr.) / Camera : Nikon D7000 / Lens : Nikon 500 mm F 4.0 VR Nano / Focal length : 500 mm / Aperture : F 11.0 / ISO : 100 / Exposure : 1/6400 / วันเวลาที่ถ่าย : 10 เมษายน 2556

      

  
ภาพโดย : Ruengrit Srisook / Camera : 5Dmark2 / Lens : Ef-400mm + 2x / Focal length : 800mm. / Aperture : F22 / ISO : 100 / Exposure : 1/4000 / วันเวลาที่ถ่าย : 10 เมษายน 2556 เวลา 17.53 น.

      

  
ภาพโดย : พงศ์ภินันท์ ไตรศรีศิลป์ / Camera : Olympus OM-D E-M5 / Lens : Nikor AF-S 80-200mm f2.8 ED / Focal length : 200mm / Aperture : 22 / ISO : 200 / Exposure : 1/4000 / ND 0.6, corp 2x / วันเวลาที่ถ่าย : 11 เมษายน 2556


      

     เกี่ยวกับผู้เขียน
      
       ศุภฤกษ์ คฤหานนท์
      
       สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
      
       ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่สารสนเทศทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร., เคยทำวิจัยเรื่อง การทดสอบค่าทัศนวิสัยท้องฟ้าบริเวณสถานที่ก่อสร้างหอดูดาวแห่งชาติ มีประสบการณ์ในฐานะวิทยากรอบรมการดูดาวเบื้องต้น และเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพดาราศาสตร์ในโครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2554 ของ สดร.ในหัวข้อ “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย”
      
       “คุณค่าของภาพถ่ายนั้นไม่เพียงแต่ให้ความงามด้านศิลปะ แต่ทุกภาพยังสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย”
      
       อ่านบทความ ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน
    
บันทึกการเข้า
HS8EVL
Moderator
Hero Member
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4358



ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2013, 09:37:44 PM »

โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์   

   
   ขึ้นดอย เข้าป่า ตามหาช้างเผือกกันเถอะ

  
ภาพถ่ายทางช้างเผือกทางทิศตะวันออก บริเวณพระมหาธาตุเจดีย์ แห่งดอยอินทนนท์ในช่วงกลางเดือนมีนาคม ซึ่งทัศนวิสัยของท้องฟ้าใส เคลียร์ ทำให้สามารถสังเกตเห็นบริเวณใจกลางทางช้างเผือกได้อย่างชัดเจน (ภาพโดย: ชนากานต์ สันติคุณาภรณ์ / Camera : Nikon D800 / Lens : Nikon 14-24 mm. / Focal length : 15 mm. / Aperture : 2.8 / ISO : 3200 / Exposure : 30s)

       ช่วงกระแสข่าวการตามหาช้างเผือกที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หลายคนคงให้ความสนใจกันไม่น้อย สำหรับนักดาราศาสตร์สมัครเล่นอย่างพวกผมก็ได้ให้ความสนใจกับช้างเผือกเช่นกัน แต่ช้างเผือกที่ว่านี้มันคือ “ช้างเผือกที่อยู่บนฟ้า” ใช่แล้วครับผมกำลังพูดถึงทางช้างเผือก ซึ่งเป็นกาแล็กซีของเรานั่นเองครับ
      
          การสังเกตทางช้างเผือกนั้น เมื่อมองบนท้องฟ้าจะปรากฏเป็นแถบขมุกขมัวคล้ายเมฆของแสงสว่างสีขาว ซึ่งเกิดจากดาวฤกษ์จำนวนมากภายในกาแล็กซีที่มีรูปร่างเป็นแผ่นจาน ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ตลอดทั้งปี แต่บริเวณที่สามารถสังเกตเห็นทางช้างเผือกได้สว่างชัดเจนมากที่สุด จะอยู่ที่บริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนู ซึ่งเป็นทิศทางไปสู่ใจกลางทางช้างเผือก

  
ภาพตัวอย่างใจกลางทางช้างเผือกบริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนู ในช่วงเดือนมิถุนายน ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงหลังเที่ยงคืน โดยการสังเกตนั้นเราจะใช้กลุ่มดาวนี้เป็นตำแหน่งอ้างอิง

       ทำความเข้าใจกันก่อน

      
          สำหรับประเทศไทยนั้น การสังเกตใจกลางทางช้างเผือก ฃจะอยู่ใกล้บริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนู และปรากฏบนท้องฟ้าในตำแหน่งที่เฉียงไปทางใต้ ไม่สูงมากนัก หากใครที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศก็จะมีโอกาศสังเกตใจกลางทางช้างเผือกได้ค่อนข้างดีกว่าเนื่องจากทางภาคใต้จะสามารถสังเกตเห็นกลุ่มดาวทางซีกฟ้าใต้ได้มากกว่าทางภาคเหนือค่อนข้างมาก เรียกได้ว่าหลายองศาเลยทีเดียว เพราะยิ่งทางช้างเผือกอยู่สูงจากขอบฟ้ามากเท่าไหร่ ก็จะหลีกหนีอุปสรรคของมวลอากาศบริเวณขอบฟ้าได้มากเท่านั้น ทำให้สังเกตทางช้างเผือกได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

  
ภาพทางช้างเผือกเหนือพระธาตุศรีสุราษฎร์บนยอดเขาท่าเพชร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งสามารถสังเกตใจกลางทางช้างเผือกในตำแหน่งที่สูงจากขอบฟ้าค่อนข้างสูงกว่าทางภาคเหนือ (ภาพโดย : ชนากานต์ สันติคุณาภรณ์ / Camera : Nikon D800 / Lens : Nikon 14-24 mm. / Focal length :15 mm. / Aperture : 2.8 / ISO : 1600 / Exposure : 44s)

      

  
ภาพถ่ายทางช้างเผือกเหนือยอดเจดีย์ วัดพระบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน (ภาพโดย : สิทธิพร เดือนตะคุ / Camera : Canon 5D Mark ll / Lens : Canon Fish Eye 15mm. / Focal length :15 mm. / Aperture : 2.8 / ISO : 2000 / Exposure : 39s)

       อนึ่ง การสังเกตการณ์ทางช้างเผือก จะทำได้ต่อเมื่ออยู่ในที่มืดสนิด ในชนบท หรือ ป่าเขา ท้องทะเล และไม่มีแสงจันทร์รบกวนเท่านั้น ดังนั้นในการดูทางช้างเผือก จะต้องมีการเตรียมการวางแผน ศึกษาเวลาการขึ้น-ตกของดวงจันทร์ ซึ่งสามารถคำนวณได้จากปฏิทิน (ดวงจันทร์ขึ้นช้าวันละ 50 นาที) หรือศึกษาด้วยซอฟต์แวร์ทางดาราศาสตร์ และแผนที่ดาว
      
          จากที่กล่าวมา จะเห็นว่าเราสามารถสังเกตเห็นทางช้างเผือกได้ไม่ยากนัก หากวางแผนการสังเกตให้ถูกเวลา ถูกสถานที่ พูดง่ายๆ ก็คือ รู้กาละเทศะ นั่นเอง “ก็จะสามารถจับช้างเผือกบนท้องฟ้า” ได้ไม่ยากครับ
      
          ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ก็ถือเป็นช่วงที่สามารถสังเกตเห็นใจกลางทางช้างเผือกได้ตลอดทั้งหากไม่มีแสงมลภาวะทางแสงและฝุ่นควันเมฆฝน หรือแสงจันทร์รบกวน โดยในช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. จะสังเกตเห็นใจกลางทางช้างเผือกได้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และเคลื่อนที่สูงขึ้นจากขอบฟ้าเรื่อยๆ จนตกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงรุ่งเช้า
      
          ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ประเทศไทยอาจมีฝนตกเกือบทุกวัน หากแต่ในช่วงเช้ามืดนั้น ส่วนมากท้องฟ้ามักจะใสเคลียร์ และยังเป็นช่วงที่ใจกลางทางช้างเผือกอยู่ในตำแหน่งสูงจากขอบฟ้าค่อนข้างมากอีกด้วย ก็ถือได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีในการถ่ายภาพทางช้างเผือกในช่วงนี้

  
ภาพใจกลางทางช้างเผือกเหนือโดมหอดูดาวแห่งชาติ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ในช่วงใกล้รุ่งเช้า (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 5D Mark ll / Lens : Canon Fish Eye 15mm. / Focal length :15 mm. / Aperture : 2.8 / ISO : 3200 / Exposure : 30s)

       จากการติดตามการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ฝนอาจทิ้งช่วงในปลายเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งหากเราติดตามการพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดก็จะทำให้เราสามารถวางแผนได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น
      
       เทคนิคและวิธีการ
       ในการถ่ายภาพทางช้างเผือกนั้น นอกจากตำแหน่งใจกลางทางช้างเผือกบริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนูแล้ว ตำแหน่งความสูงที่ปรากฏบนท้องฟ้าก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพราะหากเราถ่ายภาพขณะที่ใจกลางทางช้างเผือกอยู่ใกล้กับขอบฟ้า ก็มักจะมีเมฆบางบดบังความสว่างได้ ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามที่วางแผนไว้ ทั้งทัศนวิสัยของท้องฟ้าและช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้ว ประเด็นต่อมาก็คือการตั้งค่าการถ่ายภาพ โดยมีเทคนิคง่ายๆ ดังนี้
      
          1. กล้องดิจิทัลเหมาะกับถ่ายภาพทางช้างเผือก มากกว่ากล้องแบบฟิล์มครับ เนื่องจาก Image sensor ในกล้องดิจิทัลมีความไวแสงมากกว่าฟิล์มหลายเท่า และนอกจากนั้นเพื่อให้ได้ภาพทางช้างเผือกที่ดีที่สุด หากเป็นไปได้ควรใช้กล้องดิจิทัลสามารถปรับค่าความไวแสงได้มากๆ ตั้งแต่ ISO 1600 ขึ้นไปหรือมากกว่านั้น หากกล้องที่ท่านใช้มีระบบกำจัดสัญญาณรบกวน (Noise) ได้ดี ส่วนตัวผมมักเลือกใช้ค่าความไวแสงที่ ISO 3200 ครับ เพราะทำให้ได้ภาพทางช้างเผือกที่สว่างและสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นในภาพยังพอรับได้
      
          2. การปรับระยะโฟกัสของเลนส์ควรศึกษาระยะไกลสุด (อินฟินิตี) หรือระยะอนันต์ ให้มองหาสัญลักษณ์ที่มีลักษณะคล้ายเลข 8 เป็นแนวนอนที่ตัวเลนส์ เนื่องจากภาพที่เราจะถ่ายคือดาวนั่นเองครับ โดยอาจทดลองปรับระยะไกลสุดในช่วงกลางวันก่อน โดยโฟกัสไปที่ระยะไกลสุดเท่าที่จะหาสิ่งที่ใช้ปรับโฟกัสได้ แล้วดูว่าภาพชัดทั่วทั้งภาพที่สุด ที่ตำแหน่งบนกระบอกเลนส์ตำแหน่งใด แล้วติดเทปเอาไว้เพื่อป้องกันโฟกัสเคลื่อน เพราะกล้องจะไม่สามารถหาโฟกัสได้ในตอนกลางคืน รวมทั้งปิดระบบกันสั่นของเลนส์ด้วย
      
       3. เลือกใช้เลนส์มุมกว้างเพื่อให้ได้องศาการรับภาพที่กว้างมากขึ้น เพราะแนวทางช้างเผือกจะพาดยาวข้ามขอบฟ้า โดยมีทิศพาดจากทิศใต้ผ่านกลางท้องฟ้าขึ้นไปยังทิศเหนือ และเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ ตลอดเวลา
      
       4. ใช้โหมดการถ่ายภาพ M (Manual) เพื่อให้สามารถปรับตั้งค่าต่างๆ ได้
      
       5. เวลาในการถ่ายภาพ โดยใช้เวลาในการเปิดหน้ากล้องนานไม่ควรเกิน 30 วินาที เนื่องจากที่องศาการรับภาพมุมกว้าง เช่น เลนส์ขนาด 18 mm. ซึ่งมีองศาในการรับภาพประมาณ 100 องศา นั้นเวลา 30 วินาทีจะยังคงไม่ทำให้ดาวยืดเป็นเส้น ทั้งยังไม่ทำให้เกิดสัญญาณรบกวนมากเกินไปด้วย
      
       6. รูรับแสงยิ่งกว้าง ยิ่งได้เปรียบ สำหรับการถ่ายภาพทางช้างเผือกควรเลือกใช้ค่ารูรับแสงของเลนส์ที่กว้างที่สุด เพื่อให้กล้องมีความไวแสงในการสร้างภาพได้ดีมากที่สุด เนื่องจากเราจะเปิดหน้ากล้องในการถ่ายภาพไม่เกิน 30 วินาที   
      
          7. ปรับตั้งค่าสมดุลสีขาว (White Balance) โดยอุณหภูมิสีของท้องฟ้าในช่วงกลางคืน ผมจะเลือกใช้ที่ 4700 เคลวิน หรืออาจเลือกใช้ในโหมดการปรับค่า White Balance เป็นแบบฟลูออเรสเซนต์ก็ได้ เพื่อให้ได้ภาพท้องฟ้าที่ไม่อมสีแดงมากเกินไปครับ
      
          8. การถ่ายภาพในที่แสงน้อย ทำให้ต้องใช้ ISO สูงๆ หรือต้องเปิดชัตเตอร์ให้รับแสงนานขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำให้เกิดจุดรบกวนบนภาพที่เรียกว่า Noise ซึ่งแก้ไขได้บ้าง ด้วยการเปิดระบบ Long exposure noise reduction เมื่อความเร็วชัตเตอร์ช้าเกินกว่าที่กำหนด ระบบกำจัด noise เริ่มทำงาน ซึ่งกล้องจะจัดการประมวลผลระดับสัญญาณรบกวนที่ปรากฎบนภาพ และปรับแก้ไขผลในภาพให้ได้ผลที่ดีที่สุด นอกจากนั้นหากกล้องใครที่มีระบบ High ISO speed noise reduction ซึ่งเมื่อใช้ ISO สูงๆ ระบบจะช่วยลด Noise ให้เมื่อเปิดใช้งาน และปรับแก้ไขผลในภาพให้ได้ผลที่ดีที่สุด
      
          9. ใช้สายลั่นชัตเตอร์บนขาตั้งกล้องที่มั่นคงในการถ่ายภาพเพื่อลดความสั่นไหว หรืออาจใช้วิธีถ่ายภาพแบบหน่วงเวลาก็ได้หากไม่มีสายลั่นชัตเตอร์
      
          10. การบันทึกข้อมูลควรเลือกรูปแบบไฟล์เป็น RAW format เพื่อความยืดหยุ่นในการปรับภาพเพิ่มเติมในภายหลังได้อีกด้วย

  
ภาพถ่ายทางช้างเผือกในช่วงเช้า ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์บนยอดดดอยอินทนนท์ บริเวณหน้ากิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์ (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 5D Mark ll / Lens : Canon Fish Eye 15mm. / Focal length : 15 mm. / Aperture : 2.8 / ISO : 3200 / Exposure : 30s)

      

  
ภาพถ่ายทางช้างเผือกในช่วงเช้าก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น โดยในช่วงเวลาดังกล่าวตาเปล่าสังเกตเห็นทางช้างเผือกได้ค่อนข้างน้อย แต่กล้องถ่ายภาพก็ยังสามารถบันทึกภาพได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพท้องฟ้าว่ามีทัศนวิสัยดีมากน้อยเพียงใด (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 5D Mark ll / Lens : Canon Fish Eye 15mm. / Focal length :15 mm. / Aperture : 2.8 / ISO : 3200 / Exposure : 30s)


       ดังนั้น หากใครชื่นชอบการถ่ายภาพทางช้างเผือกแล้วหล่ะก็ ช่วงนี้ก็ไม่ควรพลาดลองหาโอกาสในวันที่ท้องฟ้าเป็นใจใสเคลียร์ “เราก็สามารถตามหาช้างเผือกได้ไม่ยากครับ”

      
       เกี่ยวกับผู้เขียน
      
       ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

      
       สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
      
       ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่สารสนเทศทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร., เคยทำวิจัยเรื่อง การทดสอบค่าทัศนวิสัยท้องฟ้าบริเวณสถานที่ก่อสร้างหอดูดาวแห่งชาติ มีประสบการณ์ในฐานะวิทยากรอบรมการดูดาวเบื้องต้น และเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพดาราศาสตร์ในโครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2554 ของ สดร.ในหัวข้อ “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย”
      
       “คุณค่าของภาพถ่ายนั้นไม่เพียงแต่ให้ความงามด้านศิลปะ แต่ทุกภาพยังสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย”
      
       อ่านบทความ ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน
      
บันทึกการเข้า
HS8EVL
Moderator
Hero Member
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4358



ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2013, 12:14:19 PM »

โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

        เทศกาลปล่อยของ “เวทีประลองนักถ่ายดาว”...มาแล้ว

      

         จากหลายๆ บทความถ่ายภาพดาราศาสตร์ที่ผ่านมาคงมีหลายท่านหันมาถ่ายภาพประเภทนี้กันมากขึ้นนะครับ และคงจะมีภาพสวยๆ ในคลังภาพกันไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นภาพเส้นแสงดาว ภาพทางช้างเผือก ภาพดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ หรือแม้แต่ภาพเมฆสี ฟ้าฝ่า ซึ่งมีอวดกันใน Facebook ไม่น้อยเลยทีเดียว ยิ่งในช่วงหน้าฝนนี้มีคนถ่ายภาพปรากฏการณ์บนชั้นบรรยากาศโพสต์ใน Facebook กันทุกวันเลย ล้วนแต่เป็นภาพที่สวยงามกันทั้งนั้น
      
       ผมจึงอยากเชิญชวนผู้ที่รักการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์มาปล่อยของกัน โดยสามารถส่งภาพถ่ายทางดาราศาสตร์มาร่วมประกวดกันใน “โครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2556” จัดขึ้นโดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งกิจกรรมการประกวดภาพถ่ายทางดาราศาสตร์นี้ เป็นการรวบรวมภาพถ่ายทางดาราศาสตร์ของประเทศไทยตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อนามาใช้ในการจัดทำปฏิทินทางดาราศาสตร์ รวมทั้งนำภาพอื่นๆ ที่ส่งเข้าประกวดมาใช้ในการจัดทำสื่อการเรียนรู้ทางดาราศาสตร์และสมุดภาพสำหรับใช้เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ภาพถ่ายทางดาราศาสตร์และเทคนิคการถ่ายภาพ
      
       ภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวดนอกจากจะมีคุณค่าความงามด้านศิลปะแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย และในปีนี้นอกจากผู้ชนะจะได้เงินรางวัลจากทางสถาบันฯ แล้วทางบริษัทแคนนอน บริษัทแคนนอน ประเทศไทย จํากัด ก็ยังได้สนับสนุนของรางวัลอีกด้วยครับ เรียกได้ว่ามีแต่ได้กับได้
      
       แบ่งประเภทของภาพที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 5 ประเภท คือ Deep Sky Objects, ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์, วัตถุในระบบสุริยะ, วิวธรรมชาติกับดาราศาสตร์, ปรากฏการณ์ในบรรยากาศโลก ซึ่งแต่ละประเภทก็มักมีคนสงสัยว่าภาพถ่ายของตนเองจัดอยู่ในประเภทไหน และการใช้เทคนิควิธีการถ่ายภาพต่างๆ ในการประมวลผลภาพผิดกติกาหรือไม่ วันนี้เลยยกตัวอย่างของภาพถ่ายแต่ละประเภทมาอธิบายให้ฟังครับ
      
       1. ภาพถ่ายประเภท Deep Sky Objects เช่น กาแล็กซี, เนบิวลา, กระจุกดาว

  
ตัวอย่างภาพถ่าย เนบิวลา M42 ในกลุ่มาดาวนายพราน ซึ่งถ่ายผ่านกล้องโทรทรรศน์ที่สามารถติดตามวัตถุท้องฟ้าได้ จำนวนหลายๆภาพ แล้วจึงนำภาพทั้งหมดมารวมกัน โดยประมวลผลภาพถ่ายด้วยเทคนิคและวิธีการในการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์

       ภาพถ่ายประเภทแรกนี้เป็นภาพที่ต้องอาศัยความรู้ทางดาราศาสตร์ และเทคนิคการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ค่อนข้างมาก ซึ่งผู้ถ่ายส่วนใหญ่มักจะต้องมีความเชี่ยวชาญพอสมควร รวมทั้งเทคนิคการประมวลผลภาพถ่ายหลายขั้นตอน ซึ่งผู้ถ่ายภาพจะต้องบอกรายละเอียดถึงอุปกรณ์ ขั้นตอนการถ่ายภาพ เทคนิคการประมวลผลภาพถ่ายอย่างละเอียดเพื่อสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ ซึ่งภาพประเภทนี้มักจะมีคนแอบคัดลอกภาพถ่ายบุคลลอื่นในอินเทอร์เน็ตแล้วอัดภาพมาส่งประกวด แต่ไม่สามารถบอกรายละเอียดการถ่ายภาพมาได้ถูกต้อง จึงถูกตัดสิทธิ์ไป
      
       2. ภาพถ่ายประเภทปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ เช่น ปรากฏการณ์สุริยุปราคา จันทรุปราคา ฝนดาวตก การบังกันของวัตถุในระบบสุริยะ การเกิด "คอนจังชั่น" (conjunction) ของวัตถุในระบบสุริยะเป็นต้น แต่ไม่รวมถึงปรากฏการณ์การขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ การเกิดดิถี หรือ “เฟส" (phase) ของดวงจันทร์ และปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยา เช่น ฟ้าผ่า เมฆสี หรือการเกิดรุ้ง เป็นต้น

  
ตัวอย่างภาพถ่ายปรากฏการณ์สุริยุปราคาวงแหวน วันที่ 21 พฤษภาคม 2555 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

       สำหรับภาพถ่ายประเภทนี้ ผู้ถ่ายภาพสามารถส่งภาพปรากฎการณ์ที่ถ่ายจากต่างประเทศได้ เพียงแค่เป็นฝีมือของคนไทยก็ไม่ถือเป็นการผิดกติกา เนื่องจากปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น เช่น ปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง หรือแม้แต่การเกิดแสงเหนือแสงใต้ ที่เกิดขึ้นแทบทุกปี แต่สถานที่สามารถสังเกตการณ์ได้อาจเป็นประเทศเพื่อนบ้าน หรือตำแหน่งใดๆ ก็ได้บนโลกนี้ ดังนั้นภาพถ่ายประเภทนี้จึงไม่จำกัดสถานที่ในการถ่ายภาพครับ
      
       3. ภาพถ่ายประเภทวัตถุในระบบสุริยะ เช่น ดาวเคราะห์ ดาวหาง ดาวเคราะห์น้อย ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์

  
ตัวอย่างภาพถ่ายดวงอาทิตย์ ในช่วงคลื่นภาพถ่ายดวงอาทิตย์ ผ่านกล้องโทรทรรศน์ดูดวงอาทิตย์ชนิดไฮโดรเจน-อัลฟา ขนาดทางยาวโฟกัส 800mm. โดยเทคนิคการถ่ายภาพแบบต่อเนื่องเพื่อให้ได้จำนวนภาพหลายๆสิบภาพ เพื่อนำภาพทั้งหมดมาประมวลผลภาพด้วยซอฟต์แวร์ Registax

       ภาพถ่ายประเภทนี้ต้องแอบกระซิบว่า ปีก่อนมาผู้ส่งภาพมาประกวดค่อนข้างน้อย เหตุผลหนึ่งก็น่าจะมาจากการถ่ายภาพประเภทนี้มักต้องใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพที่มีทางยาวโฟกัส (focal length) ค่อนข้างสูง เพื่อให้ได้รายละเอียดของภาพที่คมชัด แต่หากมีความเข้าใจกับเทคนิคการถ่ายภาพประเภทนี้ เช่นการใช้เทคนิคการ Stacking Image ตามลิงค์ (http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000114250) ก็สามารถช่วยให้ภาพถ่ายมีรายละเอียดและความคมชัดที่ดียิ่งขึ้น ดังนั้น ในปีนี้หากใครมีภาพประเภทนี้เก็บไว้ก็อย่าลืมส่งภาพมาร่วมประกวดกันนะครับ
      
       4. ภาพถ่ายประเภทวิวธรรมชาติกับดาราศาสตร์ เช่น ภาพถ่ายที่ประกอบด้วยวัตถุบนพื้นโลกกับวัตถุบนท้องฟ้าที่เกี่ยวข้องกับดาราศาสตร์ เช่น ภาพเส้นแสงดาว ทางช้างเผือก หรือ ภาพท้องฟ้ากับกลุ่มดาว เป็นต้น

    
ตัวอย่างภาพถ่ายเส้นแสงดาว โดยวิธีการถ่ายภาพแบบต่อเนื่องจำนวนหลายๆ ร้อยภาพ แล้วนำภาพทั้งหมดมาต่อกันด้วยโปรแกรมเพื่อให้ได้ภาพเส้นแสงดาวที่สวยงาม

       สำหรับภาพถ่ายประเภทนี้ถือว่าเป็นภาพที่มีความสวยงามและได้รับความนิยมค่อนข้างมาก ซึ่งแต่ละปีก็ถือเป็นภาพที่ตัดสินค่อนข้างยากเพราะภาพถ่ายสวยๆ มีเยอะมาก แต่มักมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเทคนิคและกติกาในการถ่ายภาพประเภทนี้ค่อนข้างมาก ผมจึงขออธิบายกันสักหน่อยครับ ภาพประเภทนี้สามารถถ่ายภาพด้วยเทคนิคการซ้อนภาพได้ แต่ต้องเป็นที่ตำแหน่ง ทิศทาง และทางยาวโฟกัสเดียวกัน และสามารถประมวลผลภาพด้วยเทคนิคการ Stacking Image ได้ รวมทั้งเทคนิคการถ่ายภาพแบบ HDR ก็ไม่ถือว่าผิดกติกาครับ เพราะถือเป็นเทคนิคของการถ่ายภาพครับ
      
       แบบไหนที่ผิดกติกา? ภาพแบบที่ผิดกติกา คือ ภาพที่เกิดจากการรีทัช การตัดแปะ การทำภาพให้ผิดสัดส่วนจริง หรือแม้กระทั่งที่ผมเคยเจอคือถ่ายภาพกลุ่มดาวจากอีกแห่งหนึ่งหรืออีกทิศหนึ่ง แล้วเอามาแปะกับภาพวิวทิวทัศน์อีกแห่งหนึ่ง เรียกได้ว่าผิดทิศผิดมุม อันนี้ก็คงขอต้องตัดสิทธิ์ครับ เพราะมันเป็นภาพที่ผิดหลักการครับ
      
       5. ภาพถ่ายประเภทปรากฏการณ์ในบรรยากาศโลก เช่น ปรากฏการณ์ทางลมฟ้าอากาศ ฟ้าผ่า เมฆ การเกิดรุ้งกินน้ำ ดวงจันทร์ทรงกลด หรือดวงอาทิตย์ทรงกลด เป็นต้น

    
ตัวอย่างภาพถ่ายปรากฏการณ์เมฆสีเหนือท้องฟ้า บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงตอนเย็น

       ประเภทสุดท้ายนี้น่าจะเป็นประเภทที่ถ่ายกันได้บ่อย เพียงแต่หมั่นสังเกตท้องฟ้า และดูการเปลี่ยนแปลงปรากฏการณ์ในบรรยากาศโลก ซึ่งในช่วงฤดูฝนเป็นโอกาสทองของผู้ที่ชอบถ่ายภาพประเภทนี้ ไม่ว่าจะเป็น ปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำที่มักเกิดหลังฝนตก ในทิศตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ หรือเมฆสีที่มักจะเกิดในช่วงเย็น ก็มักปรากฏให้เห็นกันบ่อยครั้ง ฃหากใครอยากลองถ่ายภาพแนวนี้ก็อาจ เริ่มจากหมั่นสังเกตท้องฟ้าบ่อย หรืออาจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ “ชมรวมคนรักมวลเมฆ” ได้ตามลิงค์ครับ (http://cloudloverclub.com/pages/first-page/) หรืออาจลองดูเทคนิคการถ่ายภาพได้ตามลิงค์ครับ   (http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000087029)
      
       สำหรับผู้ที่สนใจส่งภาพถ่ายดาราศาสตร์เข้าร่วมประกวด สามารถเข้าไป อ่านรายละเอียดได้ที่
       http://www.narit.or.th/files/contest56.pdf  ในปีนี้ผมก็หวังว่าคงจะมีหลายท่านให้ความสนใจเข้าร่วมส่งภาพประกวดกันนะครับ แม้ภาพที่ไม่ชนะการประกวดแต่ก็ไม่สูญเปล่านะครับ เพราะภาพถ่ายทุกภาพทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ จะนำไปเผยแพร่และใช้ประกอบการสร้างสื่อการเรียนรู้ทางดาราศาสตร์เพื่อประโยชน์ต่อไปครับ



       เกี่ยวกับผู้เขียน
      
       ศุภฤกษ์ คฤหานนท์
      
       สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
      
       ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่สารสนเทศทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร., เคยทำวิจัยเรื่อง การทดสอบค่าทัศนวิสัยท้องฟ้าบริเวณสถานที่ก่อสร้างหอดูดาวแห่งชาติ มีประสบการณ์ในฐานะวิทยากรอบรมการดูดาวเบื้องต้น และเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพดาราศาสตร์ในโครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2554 ของ สดร.ในหัวข้อ “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย”
      
       “คุณค่าของภาพถ่ายนั้นไม่เพียงแต่ให้ความงามด้านศิลปะ แต่ทุกภาพยังสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย”
      
       อ่านบทความ ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน
      
      
บันทึกการเข้า
HS8EVL
Moderator
Hero Member
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4358



ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2013, 12:27:27 PM »

โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

   การถ่ายภาพยามค่ำคืนในช่วงฤดูฝน

  
ฟ้าผ่าอาจเกิดขึ้นในช่วงฝนตก ก่อนฝนตก หรือหลังฝนตกก็ได้ จากภาพเป็นช่วงก่อนฝนตกโดยเลือกสถานที่บนตึกโรงพยาบาลศิริราชเนื่องจากโรงพยาบาลศิริราชอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาโดยเลือกใช้เลนส์มุมกว้างทำให้ได้องค์ประกอบภาพที่สวยงาม ภาพโดย : หรรษา ตั้งมั่นภูวดล : Canon EOS 1DS Mark2 ISO 100 F5 Canon EOS 1Ds Mark II / F 2.8 / 6 วินาที / ISO 100

   ในคอลัมน์นี้ผมก็จะขอกล่าวถึงเรื่องการถ่ายภาพยามค่ำคืนเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยกันก่อนจะถึงช่วงฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงแห่งการถ่ายภาพดวงดาว แต่เพราะช่วงนี้ก็ยังเป็นช่วงฤดูฝนกันอยู่ การจะออกไปถ่ายภาพดาวนนั้นก็คงลำบาก และต้องเสี่ยงกับฟ้าฝนอีกด้วย ในช่วงฤดูฝนนั้นใช่ว่าเราจะไม่สามารถถ่ายภาพยามค่ำคืนที่สวยงามได้ แต่กลับเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เรียนรู้กับเทคนิคและแนวทางการถ่ายภาพใหม่อีกด้วย และที่ผมจะกล่าวก็คือการถ่ายภาพปรากฎการณ์ในบรรยากาศโลก ใช่แล้วครับการถ่ายภาพฟ้าผ่านั้นเอง ฟังดูก็อาจจะน่ากลัวแต่จริงๆ แล้วในเมืองใหญ่หรือตามตึกสูงจะถูกติดสายล่อฟ้าเอาไว้แล้วครับเพราะฉะนั้นก็ไม่น่าจะต้องห่วงอะไร ก็คงจะมีแต่เรื่องของเสียงเท่านั้นที่อาจทำให้เราตกใจได้ ถ้าใครเป็นโรคหัวใจก็ขอเตือนว่าคงไม่เหมาะแน่ แต่ในทางกลับกันหากใครใจกล้าพอและอยู่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ แล้วล่ะก็ ในช่วงเวลาที่ฝนตกมีสายฟ้าผ่าลงมาเป็นเส้นสายก็ไม่ควรพลาดที่จะนำกล้องขึ้นมาบันทึกภาพที่น่าตื่นเต้นนี้เอาไว้ ส่วนตัวผมเองยังแอบอิจฉาคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ หรือในเมืองใหญ่ที่มีตึกสูงๆ มีสายล่อฟ้าเต็มไปหมดเวลาฟ้าฝ่าทีก็จะมีสายฟ้าให้เห็นติดๆ กันดูน่าตื่นเต้นและประกอบกับมีแสงไฟของตึก ถนน หรือป้ายต่างๆมากมาย ซึ่งมันช่วยเพิ่มสีสันของภาพได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
      
       ทำความเข้าใจกันก่อน
       หลักการถ่ายภาพถ่ายภาพยามค่ำคืนก็ไม่ต่างจากการถ่ายภาพตอนกลางวันเพียงแต่สภาพแสงน้อยกว่ากันมาก จึงต้องชดเชยด้วยการเปิดชัตเตอร์ค้างเป็นเวลานานเพื่อสะสมปริมาณแสงให้เพียงพอจนเกิดเป็นภาพขึ้นมา คำว่านานในที่นี้หมายถึงหลายนาทีหรือบางทีอาจนานเป็นชั่วโมง งานนี้จึงเหมาะสำหรับกล้องที่มีชัตเตอร์ B และสามารถต่อสายลั่นชัตเตอร์หรือสายรีโมทได้ สิ่งที่ยากก็คือเราไม่สามารถใช้ระบบวัดแสงในตัวกล้องเพื่อคำนวนหาค่าบันทึกภาพที่เหมาะสมได้เหมือนในตอนกลางวัน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าควรใช้ค่าไหนในการถ่ายภาพในปัจจุบันเราใช้กล้องดิจิทัลกัน ก็ใช้วิธีลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ครับ ไม่ดีก็ถ่ายใหม่ ส่วนตัวผมจากประสบการณ์แล้วถ้าเป็นการถ่ายภาพในเมืองใหญ่ที่มักมีแสงไฟจากตึก ป้าย หรือไฟถนนอยู่แล้วก็จะเลือกใช้ความไวแสง ISO 100-200 ขนาดรูรับแสง F8-16 เพื่อให้กล้องเปิดชัตเตอร์ค้างเป็นเวลานานเพื่อเพิ่มโอกาสการเกิดปรากฏการณ์ฟ้าฝ่า และสะสมปริมาณแสงไฟเพื่อให้เกิดแฉกขึ้นนั้นเอง นอกจากนั้นยังทำให้เส้นสายฟ้าคมชัดอีกด้วยเป็นสูตรที่ผมใช้มาตลอด โดยมากผมจะใช้ที่ค่า ISO 200 เป็นมาตรฐาน แต่อาจปรับเปลี่ยนให้สูงขึ้นไม่เกิน 400 ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตอนนั้นว่ามีฟ้าผ่ามากน้อยแค่ไหน สถานที่ที่เราจะถ่ายภาพมีแสงสว่างของดวงไฟต่างๆ มากน้อยเท่าใด
      
       จากสูตรนี้หากต้องการปรับเปลี่ยนขนาดรูรับแสงให้แคบลงเพื่อคุมระยะชัดในภาพ ก็ให้ชดเชยเวลาในการเปิดชัตเตอร์นานขึ้นตามอัตราส่วน หากลดขนาดรูรับแสงให้แคบลง 1 สตอป ก็ต้องเปิดชัตเตอร์เป็นเวลานานขึ้นอีกเท่าตัว เวลาที่ใช้ถ่ายจริงไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงสูตรตายตัวทุกครั้ง ค่าที่ผิดเพี้ยนเพียงเล็กน้อยไม่กี่นาทีจะเห็นผลต่างในภาพน้อยมาก ใช้เป็นค่าโดยประมาณก็พอครับ แต่สิ่งสำคัญน่าจะอยู่กับอุปกรณ์และการตั้งค่าการถ่ายภาพของกล้องมากกว่าครับ เอาล่ะมาดูกันว่าอุปกรณ์และขั้นตอนการเซ็ทค่าต่างๆ ของกล้องกันดีกว่าครับ
      
       อุปกรณ์ที่จำเป็นในการถ่ายภาพ
       ก่อนอื่นต้องมาดูกันว่าก่อนจะไปถ่ายภาพสายฟ้าเราจำเป็นต้องเตรียมอะไรบ้าง
       - กล้องถ่ายภาพ : ต้องเป็นกล้องที่มีชัตเตอร์ B ที่สำคัญควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม และหากเป็นไปได้ควรมีแบตฯ สำรองอีกอย่างน้อยหนึ่งก้อนเผื่อไว้ด้วย ยิ่งถ้าคุณวางแผนจะถ่ายภาพให้ได้ภาพสายฟ้าในภาพมากๆ แล้วก็ยิ่งต้องเตรียมเผื่อไว้ เพราะการถ่ายภาพสายฟ้าจำเป็นต้องเปิดชัตเตอร์ค้างเป็นเวลานานจึงทำให้เปลืองแบตเตอรี่เป็นพิเศษ
       - เลนส์ : เลนส์หลักควรเป็นเลนส์มุมกว้างหนึ่งตัว ยิ่งมุมรับภาพกว้างมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเก็บเอาสายฟ้ามาไว้ในภาพได้มากขึ้นเท่านั้น เซึ่งราเองก็ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่ามันจะมาจากทิศทางไหน แต่มันก็จะทำให้เส้นแสงของสายฟ้าในภาพมีขนาดเล็กกว่าเมื่อเทียบกับเลนส์ทางยาวโฟกัสสูง ทางที่ดีให้เผื่อเลนส์ช่วงกลางหรือเทเลต้นๆ ไปด้วยอีกหนึ่งตัวจะได้ถ่ายในแบบที่ต่างกันให้ได้ภาพที่หลากหลาย
       - เมโมรี่การ์ด : ในการถ่ายภาพฟ้าฝ่าอาจต้องถ่ายภาพต่อเนื่องหลายๆ ภาพ เพราะเราไม่อาจคาดเดาว่าฟ้าจะฝ่าตอนไหน ดังนั้นอาจจะเปลืองเมโมรี่การ์ดสักหน่อย ให้เตรียมไปเผื่อการ์ดเต็มจะได้ไม่เสียโอกาสดีๆ
       - ขาตั้งกล้อง : จำเป็นมากขาดไม่ได้ จะใช้ใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และกำลังในการแบก หากถ่ายในที่ที่มีลมพัดโกรกอยู่ตลอดต้องให้แน่ใจว่าขาตั้งที่ใช้จะนิ่งพอ
       - สายลั่นชัตเตอร์ : อันนี้ก็จำเป็นมาก ควรใช้เป็นแบบล็อคได้นะครับ
       - ไฟฉาย : บ่อยครั้งที่จำเป็นต้องใช้ไฟฉายในการเซ็ทอุปกรณ์


  
ภาพถ่ายเส้นสายฟ้า จากภาพเราจะเห็นว่าสีของท้องฟ้าจะอมสีม่วงซึ่งควรบันทึกแบบ RAW ไฟล์ เพราะเราสามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขภาพเพิ่มเติมในภายหลังได้อย่างยืดหยุ่นกว่าไฟล์แบบ JPEG เพื่อนำมาปรับแก้ตั้งค่าไวท์บาลานซ์ในภายหลังครับ ภาพโดย : นายอดิศร จันทร์วิจิตรกุล

       ขั้นตอนและการเซ็ทค่าต่างๆ ของกล้อง
       - เมื่อถึงที่หมายที่ต้องการถ่ายภาพฟ้าผ่าแล้ว (แต่ขอแนะนำเป็นตึกสูงจะได้ภาพมุมกว้างและสังเกตเห็นสายฟ้าได้ดีกว่า) ให้จัดแจงเซ็ทกล้องติดบนขาตั้งให้เรียบร้อย ต่อสายลั่นชัตเตอร์หรือสายรีโมทให้พร้อมใช้
       - หามุมตำแหน่งบริเวณที่เกิดฟ้าผ่าบ่อยๆว่าอยู่ทางทิศไหน
       - มองหาโฟร์กราวด์ดีๆ ให้กับภาพและจัดองค์ประกอบภาพให้สวยงามว่าคุณต้องการสื่อถึงอะไร ในตอนนี้ถ้าหากคุณเลือกใช้เลนส์มุมกว้างมากๆ ก็จะได้เปรียบเพราะสามารถเก็บภาพได้กว้างและโอกาสจะได้สายฟ้าก็จะมากกว่าเลนส์มุมแคบๆ
       - ตั้งค่าความไวแสงของกล้อง ในภาพแรกหากต้องการทดสอบสภาพแสงดูก่อน อาจเลือกใช้ความไวแสงต่ำหน่อยประมาณ ISO 400 เพื่อให้ระยะเวลาในการถ่ายสั้นลง เพื่อตรวจสอบดูค่าแสงก่อน หากภาพที่ถ่ายทดสอบโอเค ก็ให้ปรับลดความไวแสงลง และชดเชยเวลาในการเปิดชัตเตอร์ให้พอดี
       - ถ้าหากกล้องที่ใช้มีระบบ Noise reduction แนะนำว่าควรปิดให้เรียบร้อยเสียก่อนเพราะหากเปิดไว้เมื่อกล้องถ่ายภาพนานๆไปแล้วกล้องจะทำการถ่ายภาพ Dark ซ้ำอีกครั้งเพื่อนำไปลบ Noise โดยช่วงเวลาดังกล่าวเราจะไม่สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้ต้องรอให้กล้องถ่าย ภาพ Dark ให้เสร็จก่อน
      
       *** ภาพ Dark เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือคล้ายๆ กับการถ่ายภาพโดยปิดหน้ากล้องเอาไว้ ภาพที่ได้ก็เป็นภาพมืดๆ นั่นแหล่ะครับ และจะถ่ายที่ค่าเดียวกันกับที่เราถ่ายภาพก่อนหน้าไป
      
       - บันทึกแบบ RAW ไฟล์ เพราะเราสามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขภาพเพิ่มเติมในภายหลังได้อย่างยืดหยุ่นกว่าไฟล์แบบ JPEG
       - ตั้งค่าไวท์บาลานซ์แบบออโต้ เพราะอุณภูมิสีของแสงฟ้าผ่ากับแสงไฟในเมืองจะต่างกันแล้วจึงนำมาปรับแก้ภายหลังด้วยโปรแกรม Photoshop ซึ่งโดยทั่วไปหากใครเคยลองถ่ายภาพฟ้าผ่าแล้วมักจะพบปัญหาที่ว่าสีของเส้นสายฟ้าและสีของท้องฟ้าจะอมสีม่วง นั้นจึงเป็นเหตุให้เราต้องตั้งค่าเป็น RAW ไว้ก่อนเสมอ
       - ทำการโฟกัสภาพโดยยกเลิกระบบออโต้โฟกัสไปเลย ซึ่งในเวลากลางคืนกล้องอาจจะโฟกัสภาพยากหน่อยผมจะใช้วิธีโฟกัสไปยังตำแหน่งอินฟินิตี้ดีที่สุด และควรศึกษาก่อนว่าระยะอินฟินิตี้ของเลนส์ตัวดังกล่าวอยู่ที่ตำแหน่งไหน (ปกติผมจะลองโฟกัสในเวลากลางวันก่อนแล้วใช้เทปแป๊ะไว้จะได้ไม่พลาดเมื่อถึงเวลาถ่ายจริง) แต่ต้องให้แน่ใจว่าเป็นตำแหน่งอินฟินิตี้นะครับ
       - ถ้ากล้องที่ใช้มีระบบล็อคกระจกสะท้อนภาพก็ให้เปิดใช้งานด้วย เพื่อให้กล้องนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้
       - ระหว่างนี้มือก็ต้องจับสายลั่นชัตเตอร์ไว้ตลอดเพราะเมื่อเห็นแสงแว๊บๆ ปั๊บมือก็ต้องกดชัตเตอร์ปุ๊บและอาจค้างไว้สักพัก เพื่อรอจังหวะสายฟ้าอันต่อไปเพื่อให้ได้เส้นสายฟ้าให้มากที่สุดในภาพ ยิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งสวยเท่านั้นครับ
      
          เอาล่ะครับเมื่อทุกอย่างพร้อมก็ลุยกันเลยกับเทคนิคการถ่ายภาพยามค่ำคืนในช่วงฤดูฝน คงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ ซึ่งส่วนใหญ่ในช่วงหน้าฝนคนส่วนใหญ่มักเก็บกล้องไว้ในตู้เพื่อรอฤดูหนาว แต่เมื่ออ่านคอลัมนี้จบแล้วผมก็หวังว่าคงมีหลายท่านเอากล้องออกมาฝึกฝนกันนะครับ สุดท้ายนี้ก็ขอให้สนุกกับการถ่ายภาพนะครับ
      
       *********************
      
       เกี่ยวกับผู้เขียน
      
      
      
       ศุภฤกษ์ คฤหานนท์
      
       สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
      
       ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่สารสนเทศทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. , เคยทำวิจัยเรื่อง การทดสอบค่าทัศนวิสัยท้องฟ้าบริเวณสถานที่ก่อสร้างหอดูดาวแห่งชาติ มีประสบการณ์ในฐานะวิทยากรอบรมการดูดาวเบื้องต้น และเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพดาราศาสตร์ในโครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2554 ของ สดร. ในหัวข้อ "มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย"
      
       "คุณค่าของภาพถ่ายนั้นไม่เพียงแต่ให้ความงามด้านศิลปะ แต่ทุกภาพยังสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย"
      
       อ่านบทความ ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน
      
       *หมายเหตุ บทความนี้ส่งมาก่อนเกิดน้ำท่วมใหญ่
  
บันทึกการเข้า
HS8EVL
Moderator
Hero Member
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4358



ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2013, 01:32:13 PM »

   ศาสตร์มืดแห่งการบันทึก "ฟ้าผ่า"
โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

   


  
ภาพฟ้าผ่าเหนือบริเวณหอสุรนภา หรือ หอดอกบัว ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ด้วยเทคนิคการถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง ภาพละไม่เกิน 30 วินาที หลายภาพแล้วนำภาพที่บันทึกเส้นสายฟ้าได้มารวมกันด้วยซอฟแวร์ (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 5D Mark ll / Lens : Canon EF 24-70mm f/2.8L / Focal length : 70 mm. / Aperture : 4 / ISO : 200 / Exposure : 25s)

       มีคนกล่าวว่า การถ่ายภาพฟ้าผ่า เป็น “ศาสตร์มืด” ไม่ใช่ว่าเพราะต้องถ่ายภาพสิ่งเร้นลับหรอกนะครับ แต่เพราะเป็นการถ่ายภาพกับท้องฟ้ามืดๆ ที่ไม่มีแม้แสงดาว ทั้งเรายังไม่รู้ว่า...ฟ้าจะผ่าตรงไหน ตอนไหน...และทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก จึงขอเรียกแบบเท่ๆ นะครับ
      
       ในหลักการถ่ายภาพฟ้าผ่า ณ ที่นี้ไม่ขอแนะนำและสนับสนุนให้ต้องออกจากบ้านไปอยู่กลางท้องนาเพื่อรอถ่ายภาพสายฟ้า แต่จะแนะนำเพื่อใช้ช่วงเวลาว่างของฤดูฝนที่ไม่สามารถถ่ายภาพดวงดาวได้นั้น ฝึกทักษะให้เกิดความชำนาญ ขณะที่อยู่ในบ้านในห้องพักบนโรงแรมที่เป็นตึกสูง ขณะมีฝนตกและมีฟ้าผ่า จงใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์และคุณจะได้ภาพฟ้าผ่าสวยๆ มาเป็นของคุณ
      
       การถ่ายภาพฟ้าผ่าก็ไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ยากเช่นกันนะครับ การหาพิกัดและความถี่ในการลงของสายฟ้าแต่ละครั้ง รวมถึงสภาวะแสงและจุดสนใจอยู่ที่การสังเกตการณ์ด้วยตาเปล่าง่ายๆ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนแรกของการถ่ายภาพฟ้าผ่าฟ้าแลบ จากนั้นก็ประยุกต์เทคนิคการถ่ายภาพเส้นแสงดาวที่เคยเขียนไว้ในคอลัมน์ก่อนๆ (http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000020698) มาใช้ร่วมกัน ดังนั้น คอลัมน์นี้ผมขอแนะนำเทคนิคการถ่ายภาพ “ศาสตร์มืด” กันแบบนักถ่ายภาพทางดาราศาสตร์นะครับ
      
       มารู้จักฟ้าผ่ากันก่อน
       ก่อนที่เราจะเอาชนะอะไรก็ตามสิ่งที่ควรกระทำคือ การทำความรู้จักกับสิ่งนั้นๆ เสียก่อน ดังหลักการที่สำคัญเช่น รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง คำนี้คงได้ยินกันบ่อย เพราะนี่คือคำสังสอนของ ซุนวู ปรามาจารย์แห่งตำรับพิชัยสงครามของจีน ชนิดที่ ขงเบ้ง ก็หยิบมาใช้…ซึ่งเราก็ควรทำความรู้จักกับฟ้าผ่ากันก่อนครับ
      
       ฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยเริ่มจากการก่อตัวของเมฆฟ้าผ่า (Cumulonimbus Cloud) ที่มีทั้งประจุบวกและลบอยู่ในก้อนเมฆ เมื่อการสะสมประจุมากขึ้นก็ทำให้ศักย์ไฟฟ้าระหว่างก้อนเมฆกับพื้นดิน มีการพัฒนาเพิ่มสูงขึ้นจนถึงจุดสูงสุดที่ทำให้เกิดการถ่ายเทประจุไฟฟ้าปริมาณมหาศาลระหว่างก้อนเมฆกับพื้น ดินที่เรียกว่า "ฟ้าผ่า"
      
       ฟ้าผ่าสามารถผ่าได้ไกลออกไปจากก้อนเมฆได้ถึง 40 กิโลเมตร ภายในเวลาเพียง 1 วินาทีเลยทีเดียว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับฟ้าผ่าที่โด่งดังที่สุด คงจะเป็นของ เบนจามิน เฟรงคลิน (Benjamin Franklin) ในช่วงศตวรรษที่ 18 โดยใช้ว่าวทองแดงไปล่อฟ้าผ่านั่นเอง ทำให้เรารู้ว่าฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ที่ เกิดจากการไหลของประจุไฟฟ้า จากที่ๆ มีศักย์ประจุไฟฟ้าสูงไปยังที่ๆ มีศักย์ ไฟฟ้าต่ำ
      
       เทคนิคและวิธีการ...มีดังนี้ครับ มาเริ่มต้นกันเลยดีกว่า
       ก่อนอื่นเราต้องกำหนดจุดที่สายฟ้าจะฝ่าลงมาซึ่งบ่อยครั้ง มันก็จะไม่เป็นไปตามคาด เป็นเรื่องธรรมดาครับ ควรถ่ายภาพกว้างๆ ไว้ก่อน แต่หากกว้างมากๆ เส้นแสงของสายฟ้าก็อาจดูเล็กเกินไปจนขาดความสวยงาม (แต่หากมั่นใจว่าสายฟ้ามันจะลงจุดนั้นๆ บ่อยๆ แล้วหล่ะก็ คุณอาจเลือกเลนส์ในช่วงแคบๆ เพื่อให้ได้สายฟ้าที่ ใหญ่ สวย ดุ ชัดเจน ก็เป็นอีกทางเลือกที่คุ้มค่ากับการเสี่ยง ที่อาจได้ภาพสวยๆ หรือไม่ได้เลยก็ได้)
      
       1. ตั้งกล้องบนขาตั้งกล้อง (สำคัญมากที่สุด)
       2. ปรับโหมดในกล้องเป็นระบบแมนนวล หรือ M (Manual) เพื่อให้สามารถปรับตั้งค่าต่างๆ ได้
       3. เลือกค่า ISO100 - ISO400 ทั้งนี้อยู่อยู่กับสภาพความมืดของท้องฟ้า เพราะการใช้ค่า ISO สูงๆ นั้นนอกจากจะทำให้เกิด Noise แล้วยังทำให้ภาพฟ้าผ่าที่ได้สว่างโอเวอร์มากเกิน
       4. ตั้งค่า White Balance ที่ 3600 เคลวิน หรือเลือกโหมดการปรับค่า White Balance เป็นแบบฟลูออเรสเซนต์ เพื่อไม่ให้ท้องฟ้าไม่อมสีแดงมากเกินไปครับ เพราะหากตั้งค่าเป็น Auto White Balance ภาพฟ้าผ่าของคุณท้องฟ้าจะอมสีม่วงครับ
       5. ขนาดรูรับแสงที่ควรเลือกใช้ คือ f-stop f/4 –f/8 เพราะหากใช้รูรับแสงกว้างเกินไปเส้นสายฟ้าจะสว่างโอเวอร์มากเกินไป หรือหากใช้รูรับแสงแคบ เส้นสายฟ้าก็จะเล็กเกิน
       6. เวลาในการถ่ายภาพ ให้ตั้งความเร็วชัตเตอร์ตั้งแต่ 4 วินาทีขึ้นไป เพราะช่วงเวลาที่เกิดฟ้าแลบ ฟ้าผ่าจริงๆ นั้นจะอยู่ที่ 1-2 วินาที โดยประมาณ ต่อครั้งเท่านั้นครับ แต่ไม่ควรเกิน 30 วินาที ซึ่งหากเปิดหน้ากล้องนาน อาจทำให้ในหนึ่งภาพ ติดสายฟ้ามากเกินไป และทำให้ภาพสว่างโอเวอร์มากเกิน ทำให้ควบคุมความสว่างของภาพได้ยาก
       7. ปิดระบบ Long exposure noise reduction ของกล้อง เพื่อให้สามารถ่ายภาพได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดถ่าย Dark Frame
       8. ปิดระบบกันสั่นของเลนส์ และการปรับระยะโฟกัสของเลนส์ที่ระยะไกลสุด (อินฟินิตี้) เนื่องจากกล้องไม่สามารถโฟกัสได้ในเวลากลางคืน
       9. ทดลองถ่ายภาพว่าเห็นรายละเอียดของฉากหน้าหรือไม่ โดยวัดแสงให้ภาพอันเดอร์ประมาณ 2-3 สตอป เพราะแสงจากฟ้าผ่าจะเป็นตัวช่วยเปิดรายละเอียดของภาพให้พอดี

  
ภาพเปรียบเทียบการวัดแสงถ่ายภาพ (ภาพซ้าย) เป็นภาพที่วัดแสงให้อันเดอร์ 2 สตอป แล้วเปรียบเทียบกับ (ภาพขวา)ที่ถ่ายติดฟ้าผ่าทำให้แสงเปิดรายละเอียดได้พอดี (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 5D Mark ll / Lens : Canon EF 24-70mm f/2.8L / Focal length : 70 mm. / Aperture : 4 / ISO : 200 / Exposure : 25s)

       10. ตั้งค่ากล้องถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง โดยใช้สายลั่นชัตเตอร์ ใช้เวลาถ่ายประมาณ 1 ชั่วโมงอย่างน้อย เพราะเราไม่สามารถทราบได้ว่าฟ้าจะผ่าตอนไหน ดังนั้นการถ่ายแบบอัตโนมัติแบบต่อเนื่องทำให้เก็บภาพได้ตลอดช่วงเวลาในการถ่ายภาพ เรียกได้ว่าภายใน 1 ชั่วโมงหากเกิดฟ้าผ่าหล่ะก็ไม่มีพลาด
          11. สิ่งสุดท้ายคือ การจัดองค์ประกอบภาพ ให้มีเรื่องราวว่าเหตุการณ์นั้นเกิดที่ใด

   
  
ตัวอย่างภาพถ่ายฟ้าผ่า โดยถ่ายแบบอัตโนมัติแบบต่อเนื่องทำให้เก็บภาพได้ตลอดช่วงเวลาในการถ่ายภาพ (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 5D Mark ll / Lens : Canon EF 24-70mm f/2.8L / Focal length : 70 mm. / Aperture : 4 / ISO : 200 / Exposure : 25s)
       เมื่อมีอุปกรณ์ครบแล้ว...ก็ออกไปเดินหาทำเลที่จะถ่ายรูปกันเลยครับ ผมเลือกถ่ายที่...ระเบียงห้องพักของโรงแรมในมหาวิทยาลัย เพราะว่า... “ผมกลัวตายครับ” เนื่องจากตรงระเบียงให้ถือว่าปลอดภัยดีครับ โดยเราต้องเลือกมุมที่จะเห็นท้องฟ้าไกลๆ และฟ้าผ่าไกลๆ ฝนไม่ควรตกตรงที่เราถ่าย...จะดีที่สุดครับ เพราะเราต้องการรูปฟ้าผ่า...ไม่ได้ต้องการ...โดนฟ้าผ่า
      
       หลังจากที่ตั้งค่าอุปกรณ์ถ่ายภาพพร้อมทั้งติดกล้องบนขาตั้งกล้องแล้ว ผม...ยังคง ปล่อยให้กล้องถ่ายแบบอัตโนมัติต่อเนื่องไป...ฟ้าฝนมาก่อตัวต่อหน้าผม และจากสังเกตความถี่ในการลงของสายฟ้า ใช่ครับ...เราต้องอยู่ให้ "ถูกที่ ถูกเวลา" กล้องพร้อม...อุปกรณ์พร้อม...การตั้งค่าพร้อม...ผมรอเก็บรูปสายฟ้า...อย่างเลือดเย็น...และแล้วธรรมชาติที่สะสมและอัดอั้นประจุอยู่นานก็ไม่สามารถทานไหว ต้องปลดปล่อยพลังงานปริมาณมหาศาลออกมา...เปรี้ยง!!!
      
       แน่นอนหล่ะครับได้แน่...ผมถ่ายภาพต่อเนื่องประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็นำมาเลือกเอาเฉพาะภาพที่ถ่ายติดสายฟ้าแล้วนำเอาภาพมารวมกันด้วยซอฟแวร์ Starstax (For Mac.) หรือ Startrails (For Window.) เพียงเทคนิคง่ายๆ จากการประยุกเอาความรู้การถ่ายภาพทางดาราศาสตร์มาใช้ ก็สามารถถ่ายภาพสายฟ้า ที่ในอดีตเคยกล่าวกันว่า ถ่ายยากถ่ายเย็น แต่ในวันนี้เปลี่ยนไปแล้วครับ และด้วยเทคนิคนี้ผมรับรองว่า 80 เปอร์เซ็นถ่ายติดสายฟ้าแน่นอนครับ
      
          เทคนิคต่างๆ นี้คือพื้นฐานโดยทั่วไปเท่านั้น ภาพที่ดีสวยงามจะเกิดขึ้นได้จากการฝึกฝนถ่ายบ่อยครั้ง อย่าท้อถอยจนกว่าจะได้ภาพที่ดีที่สุด เชื่อว่าสักวันฟ้าจะประทานให้คุณอย่างแน่นอน


      
       เกี่ยวกับผู้เขียน
      
       ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

      
       สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
      
       ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่สารสนเทศทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร., เคยทำวิจัยเรื่อง การทดสอบค่าทัศนวิสัยท้องฟ้าบริเวณสถานที่ก่อสร้างหอดูดาวแห่งชาติ มีประสบการณ์ในฐานะวิทยากรอบรมการดูดาวเบื้องต้น และเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพดาราศาสตร์ในโครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2554 ของ สดร.ในหัวข้อ “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย”
      
       “คุณค่าของภาพถ่ายนั้นไม่เพียงแต่ให้ความงามด้านศิลปะ แต่ทุกภาพยังสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย”
      
       อ่านบทความ ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน
บันทึกการเข้า
HS8EVL
Moderator
Hero Member
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4358



ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2013, 01:39:20 PM »

โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

   Noise เรื่องนอยๆ ของการถ่ายภาพดาราศาสตร์

   

     สำหรับการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์นั้นดูเหมือนกับว่า Noise จะเป็นของคู่กันเลยก็ว่าได้ ซึ่ง Noise ก็คือ สัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นในภาพ ทำให้เห็นความไม่สม่ำเสมอของความสว่างและสี ซึ่งเกิดจากการถ่ายภาพด้วยความไวแสงสูงๆ การใช้ระยะเวลาในการถ่ายภาพนานๆ หรืออุณหภูมิและขนาดของเซ็นเซอร์รับภาพอีกด้วย โดยที่กล่าวมานั้น ก็มักเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดสัญญาณรบกวนได้ทั้งสิ้น ในการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพดวงจันทร์ กลุ่มดาว ทางช้างเผือก กาแล็กซี เนบิวลา และอื่นๆ ก็มักจะเกิดปัญหา Noise ที่เกิดกับภาพเสมอ
   
ตัวอย่างการเปรียบเทียบสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นเมื่อใช้ความไวแสงสูง ระหว่างกล้องถ่ายภาพแบบ Digital SLR ซึ่งมีขนาดพิกเซลที่ใหญ่ กับกล้องถ่ายภาพแบบ Compact Digital ที่มีขนาดพิกเซลที่เล็กกว่า

       แต่หากนักถ่ายภาพมีความเข้าใจเกี่ยวกับ Noise หรือสัญญาณรบกวนนี้แล้ว ก็จะสามารถนำเอาความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิด Noise ไปใช้ในการหาวิธีป้องกันหรือลดสัญญาณรบกวนได้ดีมากขึ้น ซึ่งก่อนที่เราจะมารู้จักเทคนิคและวิธีการลดสัญญาณรบกวน เราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Noise กันเสียก่อน
       
       รูปแบบของสัญญาณรบกวน (TYPES OF NOISE)
          สัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นในภาพจากอุปกรณ์ถ่ายภาพแบบดิจิตอลนั้น มีด้วยกัน 3 รูปแบบหลักๆ โดยมีสาเหตุการเกิดที่แตกต่างกัน ดังนี้


ภาพตัวอย่างของรูปแบบสัญญาณรบกวน Random noise, Fixed pattern noise, Banding noise ที่ให้ผลที่ต่างกัน

       Random noise
คือสัญญาณบกวนที่ไม่มีรูปแบบเฉพาะ เป็นรูปแบบของสัญญาณรบกวนที่เกิดได้ทุกช่วงการบันทึกภาพ และจะเกิดขึ้นมากกับการปรับความไวแสงสูง รูปแบบการเกิดสัญญาณรบกวนแบบ Random Noise จะเปลี่ยนไปกับภาพที่บันทึกในแต่ละภาพแม้ว่าจะใช้ค่าปรับตั้งเดียวกันบันทึกภาพ
       
       Fixed pattern noise คือสัญญาณรบกวนเฉพาะเป็นรูปแบบของสัญญาณที่รวมไปถึง Hot Pixel ด้วยและโดยทั่วไปแล้วสัญญาณรบกวนในรูปแบบนี้จะปรากฏกับภาพที่ใช้เวลานานในการบันทึกภาพ และหากยิ่งมีอุณหภูมิสูงก็จะยิ่งทำให้ปรากฏมากขึ้นด้วย ความต่างจากสัญญาณรบกวนในรูปแบบ Random Noise คือ สัญญาณรบกวน Fixed pattern Noise จะมีรูปแบบการเกิดที่เฉพาะในลักษณะและตำแหน่งเดิมกับภาพที่ถูกถ่ายภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน เช่น มีอุณหภูมิเท่ากัน ระยะเวลาในการบันทึกภาพเท่ากัน ความไวแสงเท่ากัน
   
ตัวอย่างภาพถ่ายที่ใช้เวลานานกว่า 15 นาที ในการบันทึกภาพทำให้เกิดสัญญาณรบกวนแบบ Fixed pattern noise

       Banding noise
คือสัญญาณรบกวนแบบแถบเป็นรูปแบบของสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นมากในภาพจากกล้องดิจิตอล เนื่องจากการอ่านข้อมูลจากเซ็นเซอร์ภาพ จะพบสัญญาณรบกวนในรูปแบบ Banding Noise ได้ชัดเจนเมื่อใช้ความไวแสงสูง หรือเมื่อมีการปรับเพิ่มความสว่างในพื้นที่เงามืดของภาพของภาพด้วยซอฟแวร์

   
ตัวอย่างภาพถ่ายที่ใช้ความไวแสงสูง ในการถ่ายภาพพร้อมทั้งปรับความสว่างในเงามืดของภาพเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดสัญญาณรบกวนแบบ Banding noise ซึ่งปรากฏเป็นแถบให้เห็นอย่างชัดเจน

       ลักษณะของสัญญาณรบกวน

       ลักษณะของการเกิดสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นในภาพจะมี 2 ลักษณะ คือ

   
ภาพตัวอย่างแสดงลักษณะของสัญญาณรบกวน Chrominance Noise และ Luminance Noise

       Chrominance Noise
คือ สัญญาณรบกวนที่มีเม็ดสีแตกต่างไปจากภาพจริง ซึ่งจะพบสัญญาณรบกวนในลักษณะนี้ เมื่อใช้เวลานานในการบันทึกภาพ
       Luminance Noise คือ สัญญาณรบกวนที่มีความสว่างของพิกเซลไม่เท่ากัน โดยมีลักษณะเป็นสีเทาหรือขาวคล้ายเกรนของฟิล์ม จะพบสัญญาณรบกวนในลักษณะนี้ เมื่อใช้ความไวแสงสูง
       
       การลดสัญญาณรบกวน
          ในการถ่ายภาพแม้ว่าเราจะสามารถหลีกเลี่ยงการใช้ความไวแสงสูง แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นที่ก่อให้เกิดสัญญาณรบกวน เช่นบริเวณที่เป็นโทนมืดก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดสัญญาณรบกวนในภาพแม้จะใช้ความไวแสงไม่สูงมากก็ตาม รวมทั้งสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นจากการบันทึกภาพด้วยเวลานานที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น ในการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์จึงมีวิธีการที่จะช่วยให้ลดสัญญาณรบกวนที่เกิดกับภาพให้น้อยที่สุด โดยมีส่วนของสัญญาณรบกวนที่เกิดจากความร้อน เนืองจากการถ่ายภาพด้วยเวลานาน ความร้อนนี้เกิดจากการทำงานในตัวพิกเซลนั่นเองครับ เพราะมันเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้ามันเลยมีความร้อนเกิดขึ้น เมื่อมีความร้อนมากเกิน มันก็ทำให้เกิดการทำงานที่ลดประสิทธิภาพก็เป็น noise ขึ้นมาครับ รวมทั้งสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาเราเพิ่มความไวสูง ISO ก็จะเป็นการขยายสัญญาณ รวมทั้งขยายสัญญาณรบกวนตามมาด้วย ซึ่งสำหรับทางดาราศาสตร์เราก็มีวิธีการลดสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่งดังนี้
       
       การลดสัญญาณรบกวนจากการบันทึกภาพด้วยเวลานาน
          ในการทำงานของกล้องดิจิตอลที่มีการลดสัญญาณรบกวนจากระยะเวลาการบันทึกภาพด้วยเวลานาน เรามักคุ้นกับฟังก์ชั่น Long Exposure Noise Reduction เมื่อเปิดการทำงานแล้วบันทึกภาพโดยใช้เวลานาน กล้องจะบันทึกภาพต่อเนื่องอีก 1 ภาพ โดยภาพที่ 2 นี้จะถูกบันทึกโดยอัตโนมัติด้วยระยะเวลาที่เท่ากันและความไวแสงเท่ากัน แต่ชัตเตอร์ของกล้องจะปิดทำให้ได้ภาพมืด ที่มีสัญญาณรบกวนเหมือนภาพแรก จากนั้นจะนำ 2 ภาพมาเปรียบเทียบตำแหน่งที่เกิดจุดสัญญาณรบกวนเพื่อหาตำแหน่งของสัญญาณรบกวนแล้วทำการลบสัญญาณรบกวนออก ในทางดาราศาสตร์เรียกการลดสัญญาณรบกวนในลักษณะนี้ว่า Dark Frame Subtraction


   
ตัวอย่างภาพถ่ายจากการบันทึกภาพด้วยเวลานาน จะสังเกตเห็น สัญญาณรบกวนแบบ Fixed pattern noise ในลักษณะ Chrominance Noise ที่ปรากฏเป็นเม็ดสีอย่างชัดเจน ซึ่งจะเกิดสัญญาณรบกวนในลักษณะและตำแหน่งเดิมเมื่อมีการถ่ายภาพภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ทั้งความไวแสง และระยะเวลาการถ่ายภาพ

       ในการถ่ายภาพของนักดาราศาตร์นั้น จะทำการถ่ายภาพ Dark Frame หลังจากที่ถ่ายภาพในทันทีเพื่อเป็นการควบคุมทั้งเรื่องค่าความไวแสงและเวลา รวมทั้งอุณหภูมิ ให้มีค่าเหมือนกัน จำนวนหลายๆ ภาพแล้วนำเอา Dark Frame หลายๆ ภาพมารวมกันเป็น Master Dark เพื่อใช้ในการลบสัญญาณรบกวนได้ดียิ่งขึ้น
       
          โดยวิธีการนี้จะสามารถลดสัญญาณรบกวนแบบ Fixed pattern noise ที่เกิดจากการบันทึกภาพเป็นเวลานาน ซึ่งจะเกิดสัญญาณรบกวนในลักษณะและตำแหน่งเดิมเมื่อมีการถ่ายภาพภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ทั้งความไวแสง และระยะเวลาการถ่ายภาพ
       
          นอกจากนี้ในการทางดาราศาสตร์ นักดาราศาสตร์จะถ่ายภาพวัตถุที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง เช่นภาพเนบิวลา กาแล็กซี หรือดวงจันทร์ ฯลฯ โดยหลีกเลี่ยงการบันทึกภาพด้วยเวลานาน ด้วยการถ่ายภาพเดิมซ้ำๆ หลายๆ พร้อมทั้งถ่ายภาพ Dark Frame หลายๆ ภาพเช่นกัน ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน แล้วนำเอาภาพที่ถ่ายได้มาลบสัญญาณรบกวนด้วย Master Dark แล้วจึงนำเอาภาพที่ลบ Noise แล้ว มารวมกันเป็นภาพอีกครั้งเรียกว่าการ Stacking Image ก็จะได้ภาพที่มีสัญญาณรบกวนต่ำ และหลีกเลี่ยงการบันทึกภาพด้วยเวลานาน ได้ในระดับหนึ่ง

   
ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพของนักดาราศาสตร์ ที่เรียกว่า CCD หรือ Charge Coupled Device โดยในภาพจะเห็นว่ามีส่วนของพัดลมที่ช่วยในการระบายความร้อนและทำให้ CCD มีอุณหภูมิที่ต่ำจนติดลบ ได้ เพื่อช่วยในการลดสัญญาณรบกวนที่เกิดจากอุณหภูมิของอุปกรณ์ขณะถ่ายภาพ

       ในส่วนของอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพของนักดาราศาสตร์ ที่เรียกว่า CCD หรือ Charge Coupled Device เป็นเซ็นเซอร์ที่ทำงานโดยส่วนที่เป็นเซ็นเซอร์ แต่ละพิกเซล จะทำหน้าที่รับแสงและเปลี่ยนค่าแสงเป็นสัญญาณอนาล็อก ส่งเข้าสู่วงจรเปลี่ยนค่าอนาล็อกเป็นสัญญาณดิจิตอลอีกที ซึ่งตัวอุปกรณ์สำหรับถ่ายภาพของนักดาราศาสตร์นั้น จำเป็นต้องบันทึกภาพด้วยเวลานานๆ หลายชั่วโมง จึงมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับทำความเย็นให้กับ CCD โดยอาจเป็นพัดลม หรือใช้ Liquid Hydrogen ในการหล่อเย็นจนอุณหภูมิของ CCD ลดต่ำลงจนติดลบ ก็เป็นส่วนที่ช่วยในการป้องกันการเกิดสัญญาณรบกวน เช่นกัน
       
       การลดสัญญาณรบกวนจากใช้ความไวแสงสูง
          สำหรับการลดสัญญาณรบกวนจากใช้ความไวแสงสูงในกล้องดิจิตอลนั้น จะมีเพียงบางรุ่นเท่านั้น ส่วนมากจะเป็นรุ่นที่ใหม่ๆ โดยมักใช้ชื่อฟังก์ชั่นในการลดสัญาณรบกวนจากความไวแสงสูงว่า High ISO NR โดยเมื่อเปิดใช้งานระบบจะทำการลดสัญญาณรบกวนจากความไวแสงสูง ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ Chrominance Noise กับ Luminance Noise ซึ่งการลดสัญญาณรบกวนนี้จะมีผลต่อภาพ
       
       การปรับลดรายละเอียดของสัญญาณให้ลดลง ซึ่งสัญญาณรบกวนลักษณะ Chrominance Noise ที่เป็นเม็ดสี อาจทำให้สีในภาพเปลี่ยนไปหรือมีการเหลื่อมสีบ้าง
       
       ในขณะที่การปรับลดรายละเอียดของสัญญาณรบกวนลักษณะ Luminance Noise ที่เป็นเสมือนสีขาวหรือสีเทา ซึ่งอาจเป็นส่วนรายละเอียดของภาพทำให้ภาพซอฟต์ลง
       
       อย่างไรก็ตามในทางดาราศาสตร์นั้น เรามักแก้ไขปัญหานี้โดยการเลือกใช้เลนส์ที่มีรับแสงกว้างๆ เพื่อให้กล้องมีความไวแสงเพิ่มมากขึ้น
       
          จากวิธีการต่างๆ ดังที่กล่าวมานั้นเป็นพื้นฐานของการเข้าใจในหลักการของการเกิดสัญญาณรบกวนและวิธีการป้องกันและการลดสัญญาณรบกวนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นหากเราวางแผนก่อนการถ่ายภาพว่าควรถ่ายด้วยอุปกรณ์อะไร ควรใช้ความไวแสงเท่าไหร่ เวลานานมากน้อยแค่ไหน และควรถ่าย Dark Frame เพื่อนำไปใช้ในการลบสัญญาณอย่างไร ก็จะทำให้ภาพถ่ายของเราออกมาได้ดีกว่า คนที่ไม่เข้าใจและม่วางแผนอย่างแน่นอน และนี้ก็คือเคล็ดลับอย่างหนึ่งของการได้เปรียบสำหรับผู้ที่รักการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ครับ


       
       เกี่ยวกับผู้เขียน
       
       ศุภฤกษ์ คฤหานนท์
       
       
       สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
       
       ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่สารสนเทศทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร., เคยทำวิจัยเรื่อง การทดสอบค่าทัศนวิสัยท้องฟ้าบริเวณสถานที่ก่อสร้างหอดูดาวแห่งชาติ มีประสบการณ์ในฐานะวิทยากรอบรมการดูดาวเบื้องต้น และเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพดาราศาสตร์ในโครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2554 ของ สดร.ในหัวข้อ “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย”
       
       “คุณค่าของภาพถ่ายนั้นไม่เพียงแต่ให้ความงามด้านศิลปะ แต่ทุกภาพยังสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย”
       
       อ่านบทความ ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน
บันทึกการเข้า
HS8EVL
Moderator
Hero Member
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4358



ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2013, 09:00:07 PM »

   ลองดู...เก็บภาพจันทร์เคียงดาวพฤหัสบดี

โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

       
ภาพดวงจันทร์เคียงดาวพฤหัสบดีและ ดวงจันทร์บริวาร ถ่ายเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งวันดังกล่าว ดวงจันทร์อยู่ห่างจากดาวพฤหัสบดีไม่เกิน 1 องศา ซึ่งถ่ายภาพด้วยเทคนิค Black Card Photography (ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 5D Mark ll / + Takahashi TOA150 / Focal length : 1100 mm. / Aperture : 7.3 / ISO : 200 / Exposure :1/400s)

       หลังจากที่ช่วงนี้ท้องฟ้าไม่เป็นใจให้ถ่ายภาพเอาซะเลย ก็เลยลองค้นหาภาพที่เคยถ่ายไว้ในช่วงก่อนๆ และนึกขึ้นได้ว่า เคยถ่ายภาพดวงจันทร์เคียงดาวเคราะห์ไว้ภาพหนึ่งเลยยกมาเขียนเล่าให้ฟังในคอลัมน์นี้ครับ
       
          สำหรับภาพดวงจันทร์เคียงดาวพฤหัสบดีนี้ อาจเรียกว่าเป็นความโชคดีของการเฝ้ามองท้องฟ้าบ่อยๆ โดยก่อนที่ผมจะถ่ายภาพนี้ ล่วงหน้า 1 วัน ผมก็แหงนมองท้องฟ้าดูดาวดูดวงจันทร์เหมือนเช่นทุกวัน และบังเอิญเห็นว่าดวงจันทร์อยู่ห่างดาวพฤหัสบดีประมาณสิบกว่าองศา ในทางทิศตะวันตกของดาวพฤหัสบดี และยังเป็นช่วงข้างขึ้น 7 ค่ำ ซึ่งจากความรู้ทางดาราศาสตร์ในหัวของผมก็สามารถทราบล่วงหน้าได้ว่า วันพรุ่งนี้ดวงจันทร์จะต้องเคลื่อนที่เปลี่ยนตำแหน่งมาใกล้กับดาวพฤหัสบดีแน่นอน เนื่องจากดวงจันทร์จะมีการเคลื่อนที่เปลี่ยนตำแหน่งวันละประมาณ 13 องศา ซึ่งเปลี่ยนตำแหน่งยังไงนั้นมาทความเข้าใจกันก่อนครับ
       
       ทำความเข้าใจกันก่อน
          ดวงจันทร์เคลื่อนรอบโลกจากตะวันตกไปตะวันออก โดยเคลื่อนไปทางเดียวกันกับการหมุนรอบตัวของโลก ดวงจันทร์เคลื่อนรอบโลก 1 รอบในเวลา 27.3 วัน
       
          ในเวลา 27.3 วัน ดวงจันทร์เคลื่อนรอบโลกได้เป็นมุม 360 องศา
       ในเวลา 1 วัน ดวงจันทร์เคลื่อนรอบโลกได้เป็นมุม 360/27.3 หรือประมาณ 13 องศา
       
          ดังนั้น เมื่อดูจากโลกจะเห็นดวงจันทร์อยู่ทางทิศตะวันออกของจุดเดิมวันละประมาณ 13 องศา ซึ่งเทียบเท่ากับเวลาที่โลกหมุนประมาณ 52 นาที ดังนั้น ดวงจันทร์จะขึ้นช้าวันละประมาณ 52 นาที
       
       อุปกรณ์ถ่ายภาพอะไรที่เหมาะกับภาพนี้
          หลังจากวันก่อนหน้าที่คาดการณ์ไว้ ผมก็เฝ้ารอดวงจันทร์ปรากฏบนท้องฟ้าและแล้วในช่วงหัวค่ำจากที่คาดการณ์ไว้ มันก็เป็นไปตามที่คิดไว้ โดยตำแหน่งของดวงจันทร์เคลื่อนที่มาใกล้กับดาวพฤหัสบดีค่อนข้างมาก ซึ่งห่างกันไม่เกิน 1 องศา เพียงเท่านั้น
       
          สิ่งที่คิดตามมาก็คือ แล้วอุปกรณ์ที่จะใช้ในการถ่ายภาพหล่ะจะใช้กล้องตัวไหน ถ่ายกับเลนส์ทางยาวโฟกัสเท่าไหร่ หรือจะถ่ายผ่านกล้องโทรทรรศน์ตัวไหน ถึงจะได้มุมมองภาพ (Field of view) ที่เก็บภาพได้พอดี ไม่เล็กไป ไม่ใหญ่จนล้นเฟรมภาพเกินไป (สามารถคำนวณมุมมองภาพได้ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.12dstring.me.uk/fov.htm) และจากการประมาณค่ามุมองภาพ (Field of view) ของกล้องถ่ายภาพ Canon 5D Mark ll เมื่อถ่ายผ่านกล้องโทรทรรศน์ Takahashi TOA150 ทางยาวโฟกัส 1100 mm. พบว่ามุมมองของภาพสามารถถ่ายภาพได้ทั้งดวงจันทร์และดาวพฤหัสบดีได้เต็มเฟรมภาพพอดี นั่นหมายถึงจะสามารถถ่ายภาพได้ขนาดใหญ่และมีรายละเอียดได้ดีทีเดียว

       
อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพดวงจันทร์เคียงดาวพฤหัสบดี โดยเลือกใช้กล้องดิจิตอล แบบ Full Frame ถ่ายผ่านกล้องโทรทรรศน์ที่มีทางยาวโฟกัส 1100 mm. โดยคำนวณมุมมองภาพให้ได้ภาพที่มีขนาดใหญ่เต็มเฟรมภาพพอดี เพื่อให้สามารถเก็บรายละเอียดของภาพให้ได้มากที่สุด

       เทคนิคไหนดี ที่จะเก็บรายละเอียดได้ทั้งหมด

          นอกจากอุปกรณ์แล้ว อีกสิ่งที่ต้องคิดล่วงหน้าก็คือ เทคนิคและวิธีการ ครั้งนี้ว่าจะใช้เทคนิคอะไรถึงจะเก็บรายละเอียดของทั้งดวงจันทร์ ดวงพฤหัสบดี และดวงจันทร์บริวารทั้ง 4 ดวงของดาวพฤหัสบดี ได้ทั้งหมด
       
       สิ่งที่คิดในหัวตอนนั้น ?
       ถ้าวัดแสงที่ดวงจันทร์พอดี แล้วดาวพฤหัสบดีกับดวงจันทร์บริวาร หล่ะ มันจะมืดจนขาดรายละเอียดหรือไม่เห็นหรือไม่
       
       ถ้าวัดแสงที่ดาวพฤหัสบดีพอดี แล้วดวงจันทร์หล่ะ มันจะสว่างจนโอเวอร์มากเกินไปหรือปล่าว
       
       แล้วดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดีหล่ะ จะถ่ายยังไงให้เห็นทั้ง 4 ดวง โดยที่ดวงจันทร์ และดาวพฤหัสบดีไม่สว่างโอเวอร์
       
          ทั้งหมดนี้เราจะใช้เทคนิคอะไรบ้างหล่ะ เพื่อให้ได้ภาพที่มีรายละเอียดครบทั้งดวงจันทร์ ดาวพฤหัสบดี และดวงจันทร์บริวาร ครบทั้ง 3 อย่างได้แสงที่พอดีทั้งหมด โดยภาพไม่สว่างโอเวอร์จนขาดรายละเอียด ซึ่งเทคนิคที่คิดว่าน่าจะใช้ถ่ายภาพนี้ได้มีดังนี้
       
       เทคนิค HDR (High Dynamic Range) คือ การรวมภาพหลายๆ ภาพ ที่ถ่ายภาพมุมเดียวกัน ให้มีการชดเชยแสงที่แตกต่างกัน อย่างน้อง 3 ภาพขึ้นไป แล้วนำภาพมารวมกัน (อ่านรายละเอียดได้ที่ http://www.manager.co.th/science/viewnews.aspx?NewsID=9550000056161)
       
          เทคนิค Black Card Photography คือ การใช้การ์ดสีดำด้าน หรือกระดาษดำด้าน มาบังในเฉพาะส่วนของภาพที่ต้องการลดความสว่างของวัตถุนั้นๆ

       
ภาพตัวอย่างเทคนิค Black Card Photography โดยการใช้กระดาษดำด้านมาบังในส่วนที่ต้องการลดความสว่างของภาพ

       เทคนิค Black Card Photography คือคำตอบ
   
          จากที่ลองถ่ายภาพด้วยเทคนิคที่กล่าวมาข้างต้น บทสรุปของภาพดวงจันทร์เคียงดาวพฤหัสบดีนี้ก็คือ เทคนิค Black Card Photography ซึ่งค่อนข้างจะตอบโจทย์กับภาพนี้ได้ดีเลยทีเดียว ซึ่งเทคนิคนี้อาจต้องทดลองเอาการ์ดดำมาบังแสงแล้วสังเกตผ่านช่องมองภาพหรือจอภาพหลังกล้อง ( Live View) ว่าแสงในส่วนที่เราต้องการให้ลดลงนั้น มืดลงมากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจใช้เวลาสักหน่อยในการลองผิดลองถูกหากบังมากเกินไปก็ภาพก็จะมืดไปเลยก็ได้ แต่ก็ไม่ยากเย็นนัก
       
          สิ่งที่ได้สำหรับภาพในคอลัมน์นี้ก็ออกมาในอย่างที่ผมคิดไว้ ทั้งนี้ ภาพถ่ายไม่สามารถจบหลังกล้องได้เลยทีเดียว เพราะสุดท้ายมันก็หนีไม่พ้นการปรับแต่งส่วนมืด ส่วนสว่าง ในโปรแกรมแต่งภาพ เช่น Photoshop หรือ Lightroom ถึงจะได้ออกมาดังกล่าวครับ ดังนั้น การติดตาม วางแผน เฝ้ามอง ลองถ่าย ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเพิ่มโอกาสในการได้ภาพสวยๆ ได้ครับ

       เกี่ยวกับผู้เขียน
       
       ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

       
       สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
       
       ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่สารสนเทศทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร., เคยทำวิจัยเรื่อง การทดสอบค่าทัศนวิสัยท้องฟ้าบริเวณสถานที่ก่อสร้างหอดูดาวแห่งชาติ มีประสบการณ์ในฐานะวิทยากรอบรมการดูดาวเบื้องต้น และเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพดาราศาสตร์ในโครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2554 ของ สดร.ในหัวข้อ “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย”
       
       “คุณค่าของภาพถ่ายนั้นไม่เพียงแต่ให้ความงามด้านศิลปะ แต่ทุกภาพยังสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย”
       
       อ่านบทความ ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน
บันทึกการเข้า
HS8EVL
Moderator
Hero Member
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 4358



ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2013, 09:13:55 PM »

       ภาพอย่างนี้ชนะใจกรรมการ

โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์        


       จากการตัดสินการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ประจำปี 2556 หัวข้อ “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์” ที่ผ่านมานั้นหลายท่านคงได้ชมภาพที่ชนะการประกวดซึ่งมีความหลากหลายของภาพถ่ายแต่ละประเภทกันแล้ว ซึ่งในโครงการนี้ผมเองก็ได้มีส่วนเข้าร่วมในการตัดสินภาพถ่ายครั้งนี้ด้วย ผมจึงขออนุญาตยกเอาตัวอย่างภาพที่ชนะเลิศได้รางวัลที่ 1 ของแต่ละประเภทมาพูดคุยกัน เกี่ยวกับความสวยงาม คุณค่าและเทคนิคการถ่ายภาพของช่างภาพแต่ละท่านมาให้อ่านกัน
       
       ภาพถ่ายที่เราได้เห็นกันนี้ หลายคนก็คงมีข้อสงสัยว่าเขาถ่ายกันมาได้อย่างไร ด้วยเทคนิคอะไร และวิธีการไหนบ้าง และทำไมถึงชนะใจกรรมการหลายท่าน วันนี้ผมขออนุญาตเอาเทคนิคของช่างภาพแต่ละท่านที่ได้รับรางวัลชนะเลิศมาเผยให้ดูกันว่า ถ่ายภาพดาราศาสตร์อย่างไรถึงจะชนะใจกรรมการ มาดูกันเลยครับ
       
        ประเภท Deep Sky Objects

       
       ชื่อภาพ : Rho Ophiuchus Nebula ภาพชนะเลิศ ประเภท Deep Sky Objects
       สถานที่ : ไร่พอฟ้าเพียงดาว อ.ไทรโยค จ.กาญจนบรี
       วัน/เดือน/ปี : 12 เมษายน 2556, เวลา 01:00 - 03:00 น.
       (ภาพโดย : นายสิทธิ์ สิตไทย)
       
       ภาพ Rho Ophiuchus Nebula เป็นภาพเนบิวลามืดที่อยู่ใกล้ๆ กับดาว Antares หรือหัวใจแมงป่อง ซึ่งอยู่ใกล้ใจกลางทางช้างเผือก ซึ่งเป็นเป็นเนบิวลาที่มีสีสันสวยงาม รวมถึงกระจุกดาว M4 ที่อยู่ภายในอีกด้วย ผู้ถ่ายใช้เทคนิคการถ่ายภาพบนขาตั้งกล้องตามดาว Skywatcher EQ6Pro ไกด์ผ่านกล้องเล็ง 8 x 50 CCD Meade DSI Pro โดยถ่ายภาพหลายๆ ภาพ แบบ RAW File แล้วนำมา Stack กันกับโปรแกรม DeepSkyStacker และตกแต่งเพิ่มด้วยโปรแกรม Photoshop
       
       ภาพนี้นอกจากสีสันที่สวยงามของเนบิวลา Rho Ophiuchus Nebula แล้วนั้น ภาพยังแสดงถึงความหนาแน่นของดาวฤกษ์ในบริเวณทางช้างเผือกได้ดี รวมทั้งรายละเอียดของเนบิวลามืดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย รวมทั้งเรียกได้ว่า “มีคุณค่าทางด้านความงามศิลปะ และสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วยครับ”
       
       อุปกรณ์และการตั้งค่าที่ใช้ในการถ่ายภาพ
       - อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพ : ขาตั้งกล้องตามดาว Skywatcher EQ6Pro ไกด์ด้วยกล้อง CCD Meade DSK Pro ผ่านกล้องเล็ง 8x50   
       - กล้องถ่ายภาพ : กล้อง Canon 450D (ปรับปรุงโดยถอด UV/IR Cutoff ออก และติดตั้ง Cooling โดยจำกัดอุณหภูมิ CCD ประมาณ 18-20องศาเซลเซียส)
       - เลนส์ : Nikor 105 Macro
       - เวลาที่ใช้ในการถ่ายภาพ : 134 นาที (โดยรวมภาพถ่ายจำนวน 23 ภาพ ภาพละ 8 นาที)
       - ความยาวโฟกัส : 105 มม. ในระบบ 35 mm.
       - ความไวแสง : ISO 800
       - ฟิลเตอร์ : UV/IR Block ของ Astronomik
       
-------------------------------------------------------

        ประเภทปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์

       

       ชื่อภาพ : Geminids Meteor Shower 2012 ภาพชนะเลิศ ประเภทปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์
       สถานที่ : อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า พิษณุโลก
       วัน/เดือน/ปี : 14 ธันวาคม 2555, เวลา 0.10-1.19 น. (0.57 น. ภาพที่ใช้เป็นหลัก)
       (ภาพโดย : นายกีรติ ดำคงอยู่)
       
          ภาพปรากฏการณ์ฝนดาวตกเจมินิดส์ ภาพนี้ผู้ถ่ายนำภาพถ่ายฝนดาวตกซึ่งให้เป็นภาพหลักที่มีฝนดาวตก แล้วแต่งเติมจากภาพหลักที่มีฝนดาวตกในนาทีที่ 0.57 น. เพื่อแสดงให้เห็นถึงฝนดาวตกที่มาจากทิศทางที่ต่างกันของฝนดาวตกเจมินิดส์ โดยใช้เทคนิคการซ้อน Layer บน Photoshop จากรูปทั้งหมดที่คัดมาจาก 140 ภาพ ที่มีฝนดาวตกเจมินิดส์ รูปนี้จึงเป็นความตั้งใจของผู้ถ่ายภาพเพื่อเจตนาให้เห็นว่าช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 0.10 - 1.19 น. มีฝนดาวตกเจมินิดมากหรือน้อยเพียงใด ผู้ถ่ายเลือกถ่ายเป็น shot สั้นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงดาวไหลและ noise เพราะต้องดัน ISO สูงเพื่อติดภาพดาวตกที่ผ่านไปชั่ววินาทีทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยง ISO สูง
       
          ภาพนี้หากสังเกตของเส้นดาวตกแล้ว จะเห็นว่าฝนดาวตกเจมินิดส์มาจากศูนย์กลางการเกิดเดียวกัน นั่นก็คือกลุ่มดาวคนคู่ ซึ่งภาพนี้สามารถสื่อให้เห็นถึงแหล่งที่มาของฝนดาวตกได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเป็นภาพที่มีคุณค่าทางด้านวิทยาศาสตร์ที่สามารถใช้อธิบายการเกิดปรากกฏการณ์ฝนดาวตกได้ดีเลยทีเดียวครับ
       
       อุปกรณ์และการตั้งค่าที่ใช้ในการถ่ายภาพ
       - อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพ : กล้องประเภท DSLR CanonEOS 60D ,Tokina SD 11-16mm F2.8 (IF) DX
       - เวลาที่ใช้ในการถ่ายภาพ : 49sec x 140 ภาพ
       - ความยาวโฟกัส : 11 mm.
       - อัตราส่วนทางยาวโฟกัส : F2.8
       - ความไวแสง (ISO) : 3200

------------------------------------------------------------
       
        ประเภทวัตถุในระบบสุริยะ


       
       ชื่อภาพ : สถานีอวกาศนานาชาติ ISS ผ่านหน้าดวงจันทร์ ใต้ฟ้าประเทศไทย ภาพชนะเลิศ ประเภทวัตถุในระบบสุริยะสถานที่ : หน้าองค์การบริหารส่วนตำบลหนองตีนนก ต.หนองตีนนก อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา
       วัน/เดือน/ปี : 25 มกราคม 2556, เวลา 23:13:58 น.
       (ภาพโดย : นายพรชัย รังษีธนะไพศาล)
       
          ภาพถ่ายสถานีอวกาศนานาชาติ ISS ผ่านหน้าดวงจันทร์ ใต้ฟ้าประเทศไทย ผู้ถ่ายใช้กล้องโทรทรรศน์เป็นเลนส์รับภาพดวงจันทร์แล้วใช้กล้อง DSLR เป็นกล้องถ่ายภาพโดยจัดระบบการถ่ายเป็นแบบ Prime Focus แล้วใช้ Adobe Photoshop รวมภาพ 3 ภาพเข้าเป็นภาพเดียว ภาพดวงจันทร์เกิดจากการรวมกันของภาพ 3 ลักษณะ คือ Under พอดี และ Over exposure แล้วนำภาพทั้ง 3 ภาพ มารวมกันในแบบ High Dynamic Range เพื่อรักษารายละเอียดส่วนเงามืดและส่วนสว่างให้คงอยู่เหมือนเดิม
       โดยในการวางแผนการถ่ายภาพ ผู้ถ่ายเดินทางไปตามแนว center line ของสถานีอวกาศนานาชาติ ISS ที่ใกล้ที่สุดไม่ไกลจากกรุงเทพฯ โดยใช้แผนที่โปรแกรม Google Earth ที่มีแนว Center line ของ ISS เป็นตัวนำทางจึงได้ตำแหน่งที่ถนนสาย 3304 หน้าสถานที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองตีนนก ต.หนองตีนนก อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา พิกัด ละติจูด 13°36′15.57″เหนือ ลองจิจูด 101 06 48.23 ตะวันออก เดินทางถึงจุดหมาย 2 ชั่วโมงก่อนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS ผ่านหน้าดวงจันทร์ ซึ่
       
       หากเราลองเปรียบเทียบการถ่ายภาพแนวนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการตามล่าถ่ายภาพปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงนั่นเอง ที่ผู้ถ่ายจะต้องรู้เวลา รู้สถานที่ เป็นอย่างดี ประกอบกับการรอคอยช่วงเวลาและที่สำคัญทัศนวิสัยของท้องฟ้ายังต้องเป็นใจอีกด้วย เรียกได้ว่าภาพนี้ผู้ถ่ายนอกจากฝีมือแล้วความรู้และความพยายามก็ต้องสุดยอดอีกด้วย ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยครับว่าภาพนี้ทำไมภาพนี้ถึงชนะใจกรรมการทุกท่าน
       
       อุปกรณ์และการตั้งค่าที่ใช้ในการถ่ายภาพ
       - อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพ : กล้องโทรทรรศน์ชนิดหักเหแสง ต่อผ่านกล้อง DSLR Canon EOS 60D Prime Focus ติดตั้งบนขาตั้งกล้องตามดาวแบบ German Equatorial System
       - กล้องถ่ายภาพ : กล้อง Canon EOS 60D
       - ขนาดหน้ากล้อง : 140 มม.* Edited
       - เวลาที่ใช้ในการถ่ายภาพ : 1/2000 วินาที
       - ความยาวโฟกัส : 980 mm. - อัตราส่วนทางยาวโฟกัส : F/7
       - ความไวแสง : ISO 1600
       - ฟิลเตอร์ : UV/IR cut with Anti-aliasing filter ที่ติดอยู่ในกล้อง EOS 60D
       
---------------------------------------------------------------

       ประเภทภาพถ่ายวิวธรรมชาติกับดาราศาสตร์

       

       ชื่อภาพ : แสงดาวที่ดอยสามหมื่น ภาพชนะเลิศ ประเภทภาพถ่ายวิวธรรมชาติกับดาราศาสตร์
       สถานที่ : หน่วยจัดการต้นน้ำห้วยน้ำรู ดอยสามหมื่น ตำบลเมืองคอง อำเภอเชียงดาว จ.เชียงใหม่
       วัน/เดือน/ปี : 9 ธันวาคม 2555, เวลา 19.43 น.
       (ภาพโดย : นายวิศว จงไพรบูลย์)
       
          ภาพแสงดาวที่ดอยสามหมื่น ภาพนี้ผู้ถ่ายเลือกถ่ายภาพเส้นแสงดาวทางทิศตะวันออก ในช่วงหัวค่ำ ซึ่งบริเวณกลางภาพสามารถสังเกตเห็นเป็นแสงดาวของกลุ่มดาวนายพรานได้อย่างชัดเจน ประกอบกับกลุ่มดาวนี้มีดาวฤกษ์ที่มีสีของดาวแตกต่างกัน ทั้งดาวบีเทลจูทที่ให้สีสันออกทางแดง และดาวไรเจลที่ สีสันออกทางน้ำเงิน ประกอบกับแสงดาวบริเวณเข็มขัดนายพรานและกลุ่มดาวข้างๆ ที่สามารถ่ายทอดให้เห็นถึงสีสันของเส้นแสงดาวได้เป็นอย่างดี ด้วยเทคนิคการถ่ายภาพเปิดชัตเตอร์ค้างไว้เป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง เพื่อเก็บภาพเส้นแสงดาว ทำให้ภาพนี้นอกจากจะสวยสะดุดตาแล้วยังแฝงไปด้วยความรู้ทางดาราศาสตร์ได้ดีอีกด้วย
       
       อุปกรณ์และการตั้งค่าที่ใช้ในการถ่ายภาพ
       - อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพ : กล้องดิจิตอล SLR บนขาตั้งกล้อง และสาลั่นชัตเตอร์
       - กล้องถ่ายภาพ : กล้อง Nikon D5100
       - เลนส์ : Nikor 18-55 mm.
       - เวลาที่ใช้ในการถ่ายภาพ : 3,929 วินาที
       - ความยาวโฟกัส : 18 mm.
       - อัตราส่วนทางยาวโฟกัส : F/4
       - ความไวแสง : ISO 100
       
-------------------------------------------------------

       ประเภทปรากฏการณ์ที่เกิดในบรรกาศของโลก

       
       
       ชื่อภาพ : Midnight Eye ภาพชนะเลิศ ประเภทภาพถ่ายวิวธรรมชาติกับดาราศาสตร์
       สถานที่ : บ้านดินจี่ ต.ดินจี่ อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์
       วัน/เดือน/ปี : 25 พฤศจิกายน 2555, เวลา 22:08 น.
       (ภาพโดย : นายสุรเวช สุธีธร)
       
       ภาพ Midnight Eye คือภาพปรากฏการณ์ดวงจันทร์ทรงกลดที่สวยงามและมีรังสีสดใส เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ทรงกลด เพียงแต่ว่าดวงจันทร์ทรงกลดมีลักษณะของสีสัน และรังสีจางกว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับดวงอาทิตย์เท่านั้น แต่ดวงจันทร์ทรงกลดนั้น มักมีผู้สังเกตเห็นน้อยกว่า เพราะเกิดในเวลากลางคืน นอกจากนั้น เราสามารถมองดูดวงจันทร์ทรงกลดได้ด้วยตาเปล่าได้อีกด้วย ซึ่งอาจเรียกได้ว่าหาชมค่อนข้างยากครับ
       
          ดวงจันทร์ทรงกลด (Halo) เป็นปรากฎการณ์ที่มีลักษณะคล้ายรุ้งกินน้ำ ที่มีลักษณะเป็นวงกลม เกิดจากผลึกน้ำแข็งภายในเมฆเซอร์โรสตราตัส ซึ่งเป็นเมฆชั้นสูงแผ่นบางๆ ปกคลุมท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้าง ผลึกน้ำแข็งเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนแท่งแก้วปริซึมหักเหลำแสงจากดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์เป็นมุม 22° เข้าสู่แนวสายตาของผู้สังเกตการณ์ที่อยู่บนพื้นโลก ทำให้ปรากฏเป็นแถบสีสเปกตรัมของเส้นรอบวงล้อมรอบดวงจันทร์ ซึ่งผู้ถ่ายภาพ ใช้เทคนิคการตั้งกล้องบนขากล้อง เปิดหน้ากล้องไม่ให้นานเกินเพื่อไม่ให้ดาวเป็นเส้น
       
       อุปกรณ์และการตั้งค่าที่ใช้ในการถ่ายภาพ
       - อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพ : กล้องดิจิตอล SLR บนขาตั้งกล้อง
       - กล้องถ่ายภาพ : กล้อง Nikon D800E
       - เลนส์ : Fish Eye 16 mm.
       - เวลาที่ใช้ในการถ่ายภาพ : 15 วินาที
       - ความยาวโฟกัส : 16 mm.
       - อัตราส่วนทางยาวโฟกัส : F/5.6
       - ความไวแสง : ISO 500
       
          ทั้ง 5 ภาพที่ผมนำมาเผยเทคนิคนี้ก็ถือเป็น ภาพที่ผู้ถ่ายภาพมีความตั้งใจในการถ่ายภาพ ต้องอาศัยประสบการณ์ ความรู้ และอดทนในการถ่ายภาพเพื่อให้ได้ภาพสวยๆ ออกมาให้เราได้ชื่นชมกัน ก็ต้องขอยกนิ้วให้กับความพยายามและความสามารถของทุกท่าน ที่สุดยอดกันทุกภาพครับ และผมแอบหวังในใจลึกๆ ว่าปีหน้าคงจะคนหันมาสนใจการถ่ายภาพดาราศาสตร์กันมากขึ้น และได้รับการสนับสนุนการส่งภาพเข้าร่วมประกวดเช่นนี้อีก


       
       เกี่ยวกับผู้เขียน
       
       ศุภฤกษ์ คฤหานนท์

       
       สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
       
       ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่สารสนเทศทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร., เคยทำวิจัยเรื่อง การทดสอบค่าทัศนวิสัยท้องฟ้าบริเวณสถานที่ก่อสร้างหอดูดาวแห่งชาติ มีประสบการณ์ในฐานะวิทยากรอบรมการดูดาวเบื้องต้น และเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพดาราศาสตร์ในโครงการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2554 ของ สดร.ในหัวข้อ “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย”
       
       “คุณค่าของภาพถ่ายนั้นไม่เพียงแต่ให้ความงามด้านศิลปะ แต่ทุกภาพยังสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย”
       
       อ่านบทความ ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ทุกวันจันทร์ที่ 1 และ 3 ของเดือน
       
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.15 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!