Groovy Forum
สิงหาคม 20, 2014, 01:49:43 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: สมาชิกท่านใดที่สั่งซื้อสินค้าไปแล้ว แจ้งลงทะเบียน เพื่อรับสิทธิพิเศษได้  ที่นี่ ขอบคุณทุกครับ หนึ่งเสียงเล็กๆของคุณ ก็เป็นส่วนช่วยให้เราพัฒนาไปได้มากครับ Smiley
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

ตรวจสอบก่อนเดินทาง! แผนที่แสดงจุดเกิดอุทกภัยบนทางหลวงทั่วประเทศ

Groovy Forum/ตรวจสอบก่อนเดินทาง! แผนที่แสดงจุดเกิดอุทกภัยบนทางหลวงทั่วประเทศ => ใครเป็นสาวก Google ขอเชิญใช้งานเพิ่มเติมเว็บจาก Google ครับ

หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ตรวจสอบก่อนเดินทาง! แผนที่แสดงจุดเกิดอุทกภัยบนทางหลวงทั่วประเทศ  (อ่าน 9158 ครั้ง)
Groovy
ศิราณี
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3237



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: ตุลาคม 08, 2011, 12:05:54 AM »

ใครเป็นสาวก Google ขอเชิญใช้งานเพิ่มเติมเว็บจาก Google ครับ อันนี้ดูง่ายมาก และใช้งานมากๆด้วยครับ http://www.google.org/crisismap?crisis=thailand_floods (แต่ไม่รู้อัพเดทเหมือนอันล่างหรือเปล่า)



http://maintenance.doh.go.th/test.html

กรมทางหลวง update ข้อมูลในเวลา 10.00 น. และ 19.00 น. ของทุกวัน

ช่วงนี้คิดเดินทางต้องระวังรอบด้านนะครับ ทั้งเส้นทางน้ำท่วม ไม่สามารถไปได้ และให้ระวังข้าวของที่อยู่ในบ้านให้ดีนะครับ ถ้าขนย้ายได้ก็รีบขนย้ายกันไว้ก่อนเลย เพราะปีนี้น้ำสูงมาก ไม่แน่ว่าจะมีอุทกภัยเมื่อไหร่
ส่วนพี่น้องที่อยู่ในเขตที่ประสบภัย รักษาตัวเองและข้าวของ ทรัพย์สินด้วยนะครับ ทางเราไม่สามารถช่วยเหลือทางตรงได้ ได้แต่บริจาคสิ่งของและเงินช่วยผ่านทางหน่วยงานต่างๆเข้าไป แม้จะไม่มากแต่ก็หวังว่าจะช่วยบรรเทาได้บ้างครับ

ส่วน GPS ช่วงนี้ฝนตก ฟ้าครึ้ม แทบทุกวัน สัญญาณอ่อนแรงมากๆเลย  Undecided



เพิ่มเติมอีกแหล่งของสำนักการระบายน้ำครับ

[1] เข้าไปติดตามระดับน้ำในคลองหลักใกล้บ้านได้ที่ http://dds.bangkok.go.th/Canal/index.aspx

[2] ติดตามข่าวได้ที่ http://dds.bangkok.go.th/m/index.php

[3] ตรวจสอบพื้นที่น้ำท่วมได้ที่ http://flood.gistda.or.th/
     - click ที่ แถบแถวบนตรงคำว่า "สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน"
     - ใช้ pointer รูปมือ กด click ค้างไว้ เพื่อเลื่อนแผนที่ เพื่อดูพื้นที่ที่สนใจ
     - กดเครื่องหมายบวก(+) เพื่อซูมเข้า ขยายแผนที่
     - กดเครื่องหมายลบ (-) เพื่อซูมออก ลดขนาดแผนที่

[4] ระบบตรวจวัดน้ำท่วมบนถนน http://dds.bangkok.go.th/Floodmon/

ปล. ฝาก http://traffic.longdo.com/ เอาไว้เช็คเหตุการณ์และดูคู่กันครับ


ผู้ที่ให้คำขอบคุณกับโพสต์นี้: HS8EVL, kit, Ragdoll
บันทึกการเข้า
Groovy
ศิราณี
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3237



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2011, 10:27:37 PM »

ตรวจสอบระดับน้ำในคลอง กทม แบบ real time กันเลย ! http://dds.bangkok.go.th/Canal/


ผู้ที่ให้คำขอบคุณกับโพสต์นี้: HS8EVL
บันทึกการเข้า
Groovy
ศิราณี
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3237



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2011, 11:51:16 PM »

ชาว กทม. เตรียมรับมือน้ำท่วมนะครับ ลองเช็คพื้นที่ดู (รูปมันเล็กไม่ชัด ดูเอาตามเนื้อความด้านล่างนะครับ) ผมว่าแม้ไม่อยู่ในพื้นที่แต่ความไม่แน่นอน ก็คือความยิ่งไม่แน่นอนครับ ยกของขึ้นสูงกันน้ำไว้ก่อน และตุนเสบียงไว้ให้มากๆครับ ตอนนี้โลตัส คาร์ฟูร์ ในนี้และเขตสมุทรปราการ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ผักดอง อาหารกระป๋องเกลี้ยงชั้นหมด ตุนไว้นะครับ กันไว้ดีกว่าแก้ครับ



นายสัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพ มหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า ระดับแม่น้ำเจ้าพระยา (7 ต.ค.) วัดได้ที่ 1.97 เมตร ยังถือว่าพอรับมือไหว แต่หากระดับน้ำสูงเกินจากแนวคันกั้นน้ำที่ กทม.สร้างไว้สูง 2.50 เมตร บวกกับปริมาณน้ำที่ไหลมาจากน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุนสูง กทม.ก็จะเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมในเขตรอบนอกทั้งฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะทำเลริมเจ้าพระยาประมาณ 28 ตร.ก.ม. ซึ่งมีบ้านพักอาศัย 80,000 หลังคาเรือน

ส่วนฝั่งตะวันออกในพื้นที่ 300 ตร.ก.ม.น่าห่วงสุด เพราะเป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำพระราชดำริ มี 4 เขต คือคลองสามวา หนองจอก มีนบุรี และลาดกระบัง ซึ่งมีคนอาศัยอยู่หลายหมื่นครัวเรือนเช่นกัน

สำหรับพื้นที่ชั้นใน กทม.จากการสำรวจพบว่า มี 15 พื้นที่เป็นจุดอ่อนและเสี่ยงต่อน้ำท่วม หากน้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน ก็เสี่ยงจะเกิดน้ำท่วมได้ เพราะกรุงเทพฯเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ง่ายต่อน้ำท่วมขัง ได้แก่
1 )เขตสาทร ย่านถนนจันทร์ เซนต์หลุยส์ สาธุประดิษฐ์
2 )เขตพญาไท ถนนพหลโยธิน ช่วงคลองสามเสน-คลองบางซื่อ
3 )เขตพระโขนง ถนนสุขุมวิท จากคลองพระโขนง-ซอยลาซาล
4 )เขตวัฒนา ซอยสุขุมวิท 39 และ 49
5 )เขตวังทองหลาง ถนนลาดพร้าว จากคลองลาดพร้าว-ห้างเดอะมอลล์
6 )เขตบึงกุ่ม ถนนนวมินทร์ จากคลองดอนอีกา-แยกถนนประเสริฐมนูกิจทั้งสองฝั่ง
7 )เขตดินแดง ถนนรัชดาภิเษก หน้าห้างโรบินสัน
8 )เขตจตุจักร ถนนรัชดาภิเษก แยกลาดพร้าว
9 )เขตราชเทวี ถนนเพชรบุรี จากถนนบรรทัดทอง-แยกราชเทวี
10 )เขตราชเทวี ถนนนิคมมักกะสัน
11 )เขตราชเทวี ถนนพระรามที่ 6 หน้าตลาดประแจจีน
12 )เขตบางแค ถนนเพชรเกษม ซอย 63 (ซอยวัดม่วง)
13 )เขตยานนาวา ถนนเย็นอากาศ จากถนนนางลิ้นจี่- ซอยศรีบำเพ็ญ
14 )เขตประเวศ ถนน ศรีนครินทร์ ช่วงคลองตาสาด-คลองตาช้าง
15 )เขตพระนคร ถนนสนามไชยและถนนมหาราช


นายสัญญากล่าวว่า ปัจจุบัน กทม.เตรียมรับมือเต็มที่ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ช.ม. ล่าสุดซื้อกระสอบทรายเพิ่มอีก 1.5 ล้านถุง นอกจากนี้ยังได้ขุดลอกคลองให้ระบายน้ำได้เร็วขึ้น ดูแลประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ สถานีสูบน้ำ รวมถึงประสานงานกับกรมชลประทานช่วยบริหารจัดการน้ำผ่านคลองและอุโมงค์ลงสู่ทะเล

Credit: Mthai News


ผู้ที่ให้คำขอบคุณกับโพสต์นี้: kit, HS8EVL
บันทึกการเข้า
Groovy
ศิราณี
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3237



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2011, 12:39:21 PM »

ชาว กทม. เตรียมรับมือครับ



ลองดูขนาดน้ำเองละกันครับ
- นครสวรรค์พึ่งแตกไป จมเรียบ 1.5 ม
- อยุทธยา ก็ยังจมมิดทั้งเมือง 2-3 ม.

บ้านชั้น2 ยังอยู่ไม่ได้เลย และน้ำก้อนนี้กำลังจะมากทม. ใน4-5 วัน คุณมีเวลาเตรียมตัวเท่านั้นแหละครับ



ส่วนอันนี้ระดับภายใน กทม. ว่าจะท่วมกันขนาดไหน



รวมข้อมูลที่สำคัญๆจากเพื่อนพ้องชาว pantip.com อ่าน ที่นี่


ผู้ที่ให้คำขอบคุณกับโพสต์นี้: HS8EVL
บันทึกการเข้า
HS8EVL
อิคคิวซัง
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4255



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2011, 09:31:44 PM »

ขอเสริมด้วยอีกคน Wink

ให้คลิกที่หัวข้อย่อ นะครับ ระบบจะพาท่านเข้าไปสู่แว็ปนั้นๆเองครับ       
       1. สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร - ระบบข้อมูลของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานครจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเบื้องต้นและชัดเจน ปัจจุบันให้บริการแล้วมากกว่า 4 ระบบซึ่งมีการการันตีว่าได้ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสถานการณ์ตลอดเวลา
       
       - ระบบโทรมาตร ประกอบด้วยแผนภาพแสดงระดับน้ำ ณ สถานีตรวจวัด กทม. สามารถตรวจแนวโน้มระดับน้ำ รวมถึงกราฟแสดงปริมาณฝนในแต่ละพื้นที่
       
       - ระบบตรวจวัดระดับน้ำในคลองหลัก สามารถดูกราฟระดับน้ำในแต่ละพื้นที่ ดูความเคลื่อนไหวของระดับน้ำในตลิ่งซ้ายและขวาของแต่ละสถานี
       
       - ระบบตรวจวัดน้ำท่วมบนถนน ประกอบด้วยข้อมูลกราฟระดับน้ำท่วม รายการน้ำท่วมปัจจุบัน และรายงานสรุปทุกสถานี รวมถึงรายงานจุดพื้นที่น้ำท่วมย้อนหลัง
       
       - ข้อมูลภาพเรดาร์ตรวจฝนผ่านระบบ Internet Server เป็นเรดาร์ตรวจฝนที่แสดงผลการตรวจแบบกึ่งเวลาจริงจากสถานีเรดาร์โดยตรง ควรต้องรอตรวจสอบความถูกต้องก่อนเพราะเรดาร์สามารถตรวจจับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ฝนบนอากาศได้ด้วย เช่น อาคาร เครื่องบิน เป็นต้น
       
       2. กรมชลประทาน - หน่วยงานดูแลน้ำของประเทศไทย
       
       - ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ให้ข้อมูลแผนผังสภาพน้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตะวันออกและตะวันตก รวมถึงข้อมูลระดับน้ำขึ้นน้ำลง
       
       - รายงานสถานการณ์น้ำแม่น้ำเจ้าพระยา รายงานข้อมูลระดับน้ำในแต่ละสถานี
       
       3. สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) - องค์การมหาชนที่รวบรวมข้อมูลจากดาวเทียมมาประยุกต์ใช้ในหลากหลายแง่มุม เช่นเดียวกับมุมวิกฤติน้ำท่วมที่เกิดขึ้น
       
       - ระบบติดตามภัยน้ำท่วมประเทศไทย ประกอบด้วยแผนที่ตำบลที่น้ำท่วมอยู่ในปัจจุบัน และตำบลที่คาดว่าน้ำจะท่วมในช่วงเวลา 4 วัน สามารถตรวจสถานการณ์น้ำท่วมรายจังหวัด พื้นที่วิกฤต และการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมในอนาคต
       
       - ระบบติดตามพายุด้วยดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา ระบบนี้จะทำให้คุณได้ข้อมูลก่อนชมข่าวพยากรณ์อากาศ
       
       4. กรมทางหลวงชนบท - ผู้สัญจรถนนควรตรวจข้อมูลจากกรมทางหลวงชนบท เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ประสบภัยน้ำท่วม
       
       - ระบบบริหารจัดการงานอุทกภัย แผนที่แสดงเส้นทางหลวงที่ประสบภัยน้ำท่วม สามารถดูได้ทั่วประเทศไทย
       
       5. กรมทรัพยากรน้ำ - หน่วยงานที่ทำหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์และกำหนดพื้นที่เลี้ยงภัยเกี่ยวกับน้ำ รวมถึงการเสนอแผนแม่บท มาตรการ รวมทั้งประสานการนำแผนไปสู่การปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขวิกฤติน้ำ
       
       - สรุปสถานการณ์น้ำ รายงานการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำ 24 ชั่วโมงของกรมทรัพยากรน้ำ
       
ขอขอบคุณ ASTVผู้จัดการออนไลน์     


ผู้ที่ให้คำขอบคุณกับโพสต์นี้: Groovy
บันทึกการเข้า
Groovy
ศิราณี
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3237



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2011, 08:56:32 PM »

เพิ่มเติมเว็บจาก Google ครับ อันนี้ดูง่ายมาก และใช้งานมากๆด้วยครับ http://www.google.org/crisismap?crisis=thailand_floods

ตอนนี้มีข่าวออกมาว่าการบริจาคเงินและสิ่งของช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบอุทกภัย สามารถใช้ยื่นลดภาษีได้ด้วยนะครับ อัตรา 150% และยังมีรายละเอียดอื่นๆอีก (เพิ่งดูข่าวช่อง 5) รายละเอียดอื่นๆลองติดตามดูนะครับ

สำหรับผมจัดไปเรียบร้อยก่อนข่าวออกครับ พี่น้องคนไทยสู้ๆ สู้ไปด้วยกันครับ


ผู้ที่ให้คำขอบคุณกับโพสต์นี้: HS8EVL
บันทึกการเข้า
HS8EVL
อิคคิวซัง
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4255



ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2011, 11:33:18 PM »

ผมเคยโพสบทความนี้ไว้ในกระทู้หัวข้อ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ธรรมชาติ จึงขอนำมาเสนอให้เป็นแนวทางในการป้องกันน้ำท่วมครับ
 วิธีวางกระสอบทรายให้ถูกต้องป้องกันแนวกั้นพังระหว่างน้ำท่วม    

ASTVผู้จัดการออนไลน์

   พี่น้องชาวไทยในหลายพื้นที่กำลังเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม และเมื่อเกิดภัยธรรมชาติเช่นนี้เราจะได้เห็นการระดมกำลังสร้างแนวกระสอบทรายขึ้นมาเป็นคันน้ำ แต่หลายครั้งที่ปราการป้องน้ำท่วมที่สร้างขึ้นมานั้นพังทลายลงและทำให้กระแสน้ำไหลบ่าสร้างความเสียหายอย่างรวดเร็ว ซึ่งผู้อ่านที่ห่วงใยปัญหาของเพื่อนร่วมชาติขณะนี้ได้สอบถามมายังทีมข่าววิทยาศาตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า มีวิธีวางกระสอบทรายที่ถูกต้องเพื่อป้องกันคันกั้นน้ำถล่มหรือไม่
   ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ได้สืบค้นและพบข้อมูลแนะนำวิธีการวางกระสอบทรายของมหาวิทยาลัยนอร์ธ ดาโกตา สเตท (North Dakota State University) สหรัฐฯ ซึ่งระบุไว้ว่าการวางกระสอบทรายที่ไม่ถูกวิธีจะทำให้คันกั้นน้ำพังทรายลงได้ โดยกระสอบทรายที่นำมาใช้นั้นควรเติมทรายให้มีปริมาตรครึ่งหนึ่งของขนาดกระสอบทรายและให้มีน้ำหนักอยู่ระหว่าง 15-18 กิโลเมตร เพื่อสะดวกต่อการขนย้าย
   ส่วนทำเลสำหรับวางกระสอบทรายควรเป็นทำเลที่ช่วยให้เราวางแนวกั้นได้สั้นและเตี้ยที่สุด ซึ่งช่วยประหยัดการใช้กระสอบทรายได้ และต้องระวังสิ่งกีดขวางที่จะทำลายคันกั้นน้ำ อีกทั้งอย่าทำแนวกั้นพิงผนังสิ่งกอ่สร้าง เพราะจะเกิดแรงจากแนวกระสอบทรายกระทำต่อผนังสิ่งก่อสร้างได้ และควรทิ้งระยะห่างระหว่างคั้นกั้นน้ำกับสิ่งก่อสร้างประมาณ 2.5 เมตร เพื่อให้เราสังเกตเห็นการรั่วซึมของคันกั้นน้ำ และยังเป็นพื้นที่ให้เราวิดน้ำที่รั่วซึมออกมาหรือใช้เพื่อกิจกรรมอื่นๆ
   เนื่องจากการเสียดสีระหว่างกระสอบทรายช่วยป้องกันการลื่นไถลของคันกั้นน้ำ ดังนั้น เราต้องทำให้เกิดการยึดกันอย่างดีระหว่างพื้นดินและคันกั้นน้ำ ระวังอย่าให้มีการไหลของน้ำใต้แนวคันกั้นน้ำ เคลื่อนย้ายสิ่งของต่างๆ ที่จะทำให้เกิดการลื่นไถล ถ้าคันกั้นน้ำสูงกว่า 1 เมตร ให้ขุดคูตรงแนววางกระสอบทราบเพื่อให้เกิดความมั่นคงระหว่างแนวกระสอบทรายและพื้นดิน โดยคูดังกล่าวนั้นควรลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 45- 60 เซนติเมตร หรือเป็นความลึกประมาณความหนาของกระสอบทราย 1 กระสอบ และกว้างเท่ากระสอบทราย 2 กระสอบ
   ความสูงของแนวกระสอบทรายควรสูงกว่าระดับน้ำประมาณ 1 ฟุต โดยความกว้างของฐานคันกั้นน้ำนั้นควรมากกว่าความสูงของคันกั้นน้ำ 3 เท่า เช่น คันกั้นน้ำสูง 1 เมตร ฐานควรกว้าง 3 เมตร เป็นต้น ทั้งนี้ จากการคำนวณเมื่อใช้กระสอบทรายที่หนา 10 เซนติเมตร กว้าง 25 เซนติเมตร และยาว 35 เซนติเมตรนั้น ทุกความยาว 30 เซนติเมตรของแนวกั้นจะใช้กระสอบทราย 1 กระสอบ และทุกๆ ความสูงของแนวกั้น 30 เซนติเมตรต้องใช้กระสอบทราย 3 กระสอบ และทุกๆ ความกว้างของแนวกั้น 80 เซนติเมตรต้องใช้กระสอบทราย 3 กระสอบ
       
       หรือใช้สูตรต่อไปนี้เพื่อคำนวณหาจำนวนกระสอบทรายที่ต้องใช้ทุกๆ ความยาว 1 ฟุต (เมื่อวัดความสูงเป็นหน่วยฟุต) ดังนี้
       
       จำนวนกระสอบทราย = {(3 x ความสูงคันกั้นน้ำ) + (9 x ความสูงคันกั้นน้ำx ความสูงคันกั้นน้ำ)} / 2
       
       ตัวอย่างเช่น
       
       เมื่อใช้กระสอบทรายหนา 10 เซนติเมตร กว้าง 25 เซนติเมตร และยาว 35 เซนติเมตร สร้างคันกั้นน้ำสูง 1 ฟุต (ทุกๆ ความยาว 1 ฟุต ฐานกว้าง 3 ฟุต)
       ต้องใช้กระสอบทราย = {(3X3) + (9X3X3)} /2 = 45 กระสอบ
       หรือ ตัวอย่างที่ได้คำนวณแล้วทุกความยาวแนวคันกั้นน้ำ 100 ฟุต จะใช้จำนวนกระสอบทราย ดังนี้
       คันกั้นน้ำสูง 1 ฟุต ใช้กระสอบทราย 600 กระสอบ
       คันกั้นน้ำสูง 2 ฟุต ใช้กระสอบทราย 2,100 กระสอบ
       คันกั้นน้ำสูง 3 ฟุต ใช้กระสอบทราย 4,500 กระสอบ
       คันกั้นน้ำสูง 4 ฟุต ใช้กระสอบทราย 7,800 กระสอบ
   เมื่อทราบจำนวนกระสอบทรายที่ต้องใช้แล้วก็มาถึงการวางกระสอบทราย ทั้งนี้ ต้องให้คันกั้นน้ำขนานไปกับทิศทางการไหลของน้ำ และวิธีวางกระสอบทรายคือวางกระสอบทรายทับบริเวณที่ไม่ได้เติมทรายของอีกกระสอบทรายให้สนิทเป็นแนวเช่นนี้ไปเรื่อยๆ และให้ปากกระสอบหันในทิศทางตรงข้ามกับกระแสน้ำ แล้วขึ้นไปเดินบนกระสอบทรายในชั้นที่วางเสร็จเพื่อให้แนวกั้นน้ำหนาแน่นและมั่นคง ส่วนชั้นต่อมาให้วางกระสอบทับรอยต่อของกระสอบชั้นล่างและใหเชั้นล่างเหลือพื้นที่โผล่ออกมาประมาณครึ่งกระสอบ
   หลังจากเรียงกระสอบสอบทรายจนได้เป็นคันกั้นน้ำแล้ว ให้หาแผ่นพลาสติกมาวางทับแนวกั้นน้ำแล้วใช้กระสอบทรายวางทับที่ปลายแผ่นพลาสติกทั้งสองด้าน และอย่าให้แผ่นพลาสติกตึงเกินไป เพราะแรงกระแทกของน้ำจะทำลายแนวกั้นได้ นอกจากนี้ยังต้องระวังไม่ให้พลาสติกเป็นรูหรือถูกเจาะจากของมีคมด้วย
   หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมชาติที่กำลังเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้ และขอให้ทุกคนปลอดภัยจากภัยธรรมชาติในครั้งนี้


แนวกระสอบทรายซึ่งวางก่อเป็นรูปสามเหลี่ยมปิรามิด ให้่ฐานกว้างกว่าความสูง 3 เท่า และในขั้นสุดท้ายให้วางแผ่นพลาสติกทับโดยไม่ให้ตึงเกินไป แล้ววางกระสอบทรายทับปลายแผ่นพลาสติกทั้ง 2 ด้าน


วางกระสอบทรายซ้อนทับแบบสับหว่าง และขุดตรงกลางฐานล่างให้ลึกประมาณความหนา 1 กระสอบ และกว้างประมาณ 2 กระสอบ เพื่อความมั่นคง


วิธีวางกระสอบทรายให้ทับอีกกระสอบในส่วนที่ไม่ได้เติมทราย แล้วให้หันด้านปากกระสอบทรายไปในทิศตรงข้ามการไหลของกระแสน้ำ


ลักษณะการวางกระสอบทรายฐานล่างให้วางสับหว่างกัน


วิธีวางกระสอบทรายชั้นบนทับชั้นล่าง ให้ฐานล่างโผล่ออกมาประมาณครึ่งกระสอบ


เปรียบเทียบสัดส่วนความสูงและความกว้่างของฐานแนวคันกั้นน้ำ


เติมทรายลงกระสอบประมาณครึ่งกระสอบ




ผู้ที่ให้คำขอบคุณกับโพสต์นี้: Groovy
บันทึกการเข้า
HS8EVL
อิคคิวซัง
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4255



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2011, 02:21:39 PM »

ขออนุญาตนำความรู้มาเสริมอีกสักเรื่องนะครับ เพราะเห็นว่ากระทู้นี้ เป็นเรื่องราวของอุทกภัย(น้ำท่วม) จึงนำมาเสนอเพื่อให้อยู่ในหัวข้อเดียวกันครับ

ASTVผู้จัดการออนไลน์

    รับมือสถานการณ์ “ไฟดูด” ความเสี่ยงที่มากับ “น้ำท่วม”
   จากมหาอุทกภัยที่กำลังถล่มประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ ทำให้มีผู้เดือดร้อนจำนวนมหาศาล มีผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อย และอีกมากมายที่จำต้องทิ้งบ้านเอาไว้จมบาดาล ออกจากพื้นที่มาอยู่ในศูนย์พักพิงที่เปิดขึ้นจากน้ำใจคนไทยเพื่อซับน้ำตาคนไทยด้วยกันที่มีอยู่หลายแห่ง และนอกจากการจมน้ำเสียชีวิตแล้ว สาเหตุหนึ่งที่เป็นข่าวอยู่ในระยะหลังของเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ คือการเสียชีวิตจากการถูกไฟดูด จึงมีทิปเล็กๆ น้อยๆ แต่สำคัญและเป็นเคล็ดลับในการที่จะช่วยชีวิตได้จากเหตุการณ์ไฟดูด

   ข้อมูลจากฝ่ายป้องกันอุบัติภัย การไฟฟ้านครหลวง ระบุว่า ผู้ที่จะเข้าไปช่วยต้องรู้จักวิธีที่ถูกต้องในการช่วยเหลือผู้ได้รับอันตรายจากไฟฟ้าจะต้องมีวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง คือ “ห้าม” ใช้มือเปล่าแตะต้องตัวผู้ที่ติดอยู่กับกระแสไฟฟ้า หรือตัวนำที่เป็นต้นเหตุให้เกิดอันตรายเป็นอันขาด เพื่อป้องกันมิให้ถูกกระแสไฟฟ้าจนได้รับอันตรายไปด้วยอีกต่อหนึ่ง, หากทำได้ ให้รีบหาทางตัดกระแสไฟฟ้าโดยฉับไว จะด้วยการถอดปลั๊ก หรืออ้าสวิตช์ออกก็ได้ จากนั้นให้ใช้วัตถุที่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า เช่น ผ้า ไม้แห้ง เชือกที่แห้ง สายยาง หรือพลาสติกที่แห้งสนิท ถุงมือยาง หรือผ้าแห้งพันมือให้หนา แล้วถึงผลักหรือฉุดตัวผู้ประสบอันตรายให้หลุดออกมาโดยเร็ว หรือเขี่ยสายไฟให้หลุดออกจากตัวผู้ประสบอันตราย แต่หากเป็นสายไฟฟ้าแรงสูงให้พยายามหลีกเหลี่ยง แล้วรีบแจ้งการไฟฟ้านครหลวงให้เร็วที่สุด และประการสำคัญ คือ “อย่า” ลงไปในน้ำกรณีที่มีกระแสไฟฟ้าอยู่ในบริเวณที่มีน้ำขัง ต้องหาทางเขี่ยสายไฟฟ้าออกให้พ้น หรือตัดกระแสไฟฟ้าก่อน จึงค่อยไปช่วยผู้ประสบอันตราย
  หลังจากช่วยออกมาได้แล้ว หากปรากฏว่าผู้เคราะห์ร้ายที่ช่วยออกมานั้นหมดสติไม่รู้สึกตัว หัวใจหยุดเต้น และไม่หายใจ ซึ่งสังเกตได้จากอาการที่เกิดขึ้นดังนี้ คือ ริมฝีปากเขียว สีหน้าซีดเขียวคล้ำ ทรวงอกเคลื่อนไหวน้อยมาก หรือไม่เคลื่อนไหว ชีพจรบริเวณคอเต้นช้าและเบามาก ถ้าหัวใจหยุดเต้นจะคลำชีพจรไม่พบ ม่านตาขยายค้างไม่หดเล็กลง หมดสติไม่รู้สึกตัว ต้องรีบทำการปฐมพยาบาลทันที เพื่อให้ปอดและหัวใจทำงาน โดยวิธีการผายปอดด้วยการให้ลมทางปาก หรือที่เรียกว่า “เป่าปาก” ร่วมกับการนวดหัวใจก่อนนำผู้ป่วยส่งแพทย์
   และจากกรณีมีการส่งต่อข้อความในโซเชียลเน็ตเวิร์กสุดฮิตอย่าง “ทวิตเตอร์” กรณีมีความคลาดเคลื่อนจนก่อความสบสนเกี่ยวกับการสับสะพานไฟ (คัตเอาต์) ในพื้นที่น้ำท่วมนั้น จากการสอบถามไปยัง Call Center ของการไฟฟ้าที่หมายเลขโทรศัพท์ 1129 ได้แจ้งการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องหากต้องการตัดไฟภายในบ้านที่น้ำท่วมว่า
   ในกรณีที่มิเตอร์ไม่จมน้ำ แต่น้ำท่วมแล้ว จำเป็นต้องตัดไฟภายในบ้านเพื่อความปลอดภัย ผู้ทำการตัดไฟต้องสับคัตเอาต์ลง ซึ่งต้องอยู่บนพื้นที่แห้ง ตัวแห้ง หรือหากอยู่บนเรือต้องเป็นเรือพลาสติก หรือเรือไม้เท่านั้น ไม่สามารถตัดไฟเมื่อตัวอยู่บนเรือโลหะได้ เพราะโลหะเป็นสื่อนำไฟฟ้า ก่อนสัมผัสมิเตอร์ หรือคัตเอาต์ ให้สังเกตว่า ไม่มีสายไฟฟ้าจมน้ำอยู่ จึงจะสับคัตเอาต์ได้ แต่ในกรณีมิเตอร์จมน้ำแล้ว แนะนำให้สับสะพานไฟในบ้านลงทันที ผู้สับต้องอยู่ในที่แห้ง บนเรือที่ไม่นำไฟฟ้า หรือหากมีไม้แห้งหรือสื่อไม่นำไฟฟ้าสามารถใช้เกี่ยวสับสะพานไฟลงได้ก็จะเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น แต่ตัวต้องแห้ง อุปกรณ์เกี่ยวต้องแห้งสนิท และพื้นยืนก็ห้ามมีน้ำหรือความชื้นเด็ดขาด
   กรณีที่มิเตอร์จมน้ำและสับคัตเอาต์ลงแล้ว ให้อยู่ห่างจากเสาไฟฟ้าหรือมิเตอร์นั้นหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่จมน้ำอย่างน้อย 1 เมตร ถือว่าเป็นระยะปลอดภัยที่ต่ำที่สุด เพราะไม่แน่ใจว่ามีกระแสไฟฟ้าค้างไหม แต่ถ้าจะให้ดีต้องห่าง 3 เมตร และถ้าผู้ใช้ไฟฟ้าต้องการตัดไฟในพื้นที่ชุมชน ต้องให้ผู้นำชุมชนติดต่อมา เป็นตัวแทน การไฟฟ้าไม่สามารถจะตัดบ้านใดบ้านหนึ่งได้ เพราะแม้ตัดเฉพาะบ้านก็ยังมีกระแสไฟฟ้าวิ่งในสายไฟหลัก ถ้าตัดจะกระทบบ้านหลายหลัง บางหลังมีผู้ป่วยที่อาจต้องใช้อุปกรณ์การแพทย์ที่้ใช้ไฟฟ้า การตัดไฟจึงจำต้องได้รับการยอมรับจากทุกบ้านในชุมชนนั้น และให้ตัวแทนหมู่บ้านเป็นผู้มาร้องขอ สามารถแจ้งตัดไฟ 1129
 


ผู้ที่ให้คำขอบคุณกับโพสต์นี้: Groovy
บันทึกการเข้า
HS8EVL
อิคคิวซัง
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4255



ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 09:47:59 PM »

พอดีไปเจอเรื่องนี้ซึ่งสอดคล้องกับกระทู้ที่พี่Groovyตั้งไว้เลยจึงนำมาเสนอครับ
ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก : บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์(ประเทศไทย) จำกัด
และ
     ASTVผู้จัดการออนไลน์

                                        ***ขับอย่างไรเมื่อน้ำท่วม?***
  
   ขณะนี้ประเทศไทยของเรากำลังประสบปัญหาน้ำท่วมในหลายจังหวัด สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือการขนย้ายข้าวของและการส่งสิ่งของไปบรรเทาความเดือนร้อน ใครที่ต้องขับรถขณะสถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องน่าปวดหัว แต่หากหลายท่านไม่รู้จะทำอย่างไร การเตรียมตัวรับมือกับสายฝนและน้ำท่วมนั้นเพียงแต่ผู้ขับขี่ เพิ่มความรอบคอบ และวินัยในการขับมากขึ้น รวมทั้งเทคนิคที่เรานำมาฝากกัน

   ***การขับรถเมื่อฝนตกหรือถนนลื่น***

   จำเป็นต้องระวังเป็นอย่างมากขณะฝนตกใหม่ๆ ถนนจะลื่นมาก เพราะน้ำฝนฝุ่นโคลน จะรวมกันกลายเป็นฟิล์มรองรับระหว่างยางกับพื้นถนนรถจะเกิดการลื่นเสียหลัก เมื่อวิ่งผ่านหากขับรถฝ่าสายฝนต้องลดความเร็วลงให้มากกว่าปกติ ควรใช้เกียร์ต่ำกว่าปกติ1 เกียร์จะทำให้รถเกาะจับถนนไดดีขึ้นขณะขับรถให้เปิดไฟหรี่หรือไฟใหม่ตามแต่ สถานการณ์ การเปิดไฟจะช่วยให้รถคันอื่นมองเห็นเราควรหลีกเลี่ยงการเบรกอย่างรุนแรงและ กะทันหักจะทำให้รถลื่นไถลหรือหมุนกลางถนนได้ถ้ารถเริ่มเสียหลักให้ผู้ขับขี่ ถอนคันเร่งจะทำให้รถเกาะขับถนนได้ดีรถวิ่งผ่านแอ่งน้ำ ให้ยกเท้าออกจากคันเร่งโดยทันที อย่าเบรกอย่าหักพวงมาลัย จับพวงมาลัยให้แน่นเมื่อรถลดความเร็วลงหรือผ่านแอ่งน้ำไปแล้ว รถก็จะเริ่มจับเกาะถนนได้และก็สามารถควบคุมได้


   ***การขับระดับน้ำท่วมผิวถนน***

   คือระดับความลึกของน้ำประมาณไม่เกิน 6 นิ้ว ไม่มีผลต่อรถของเราส่วนที่จมน้ำจึงมีเพียงลูกหมากและบูชยางของระบบรองรับและ ระบบบังคับเลี้ยวเท่านั้นชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้แช่น้ำชั่วคราวได้ โดยไม่เกิดความเสียหายสิ่งสำคัญที่สุด คือ การรักษาระดับความเร็วของรถโดยขับให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้น้ำที่ถูกล้อรถ รีดด้วยความเร็วจะทะลักพุ่งออกมาทางด้านข้างอย่างแรงฉีดไปที่ห้องเครื่อง ยนต์ อาจทำให้กระแสไฟจุดระดับลัดวงจร และเครื่องดับหรือไม่ก็ฉีดไปบนห้องเกียร์และเล็ดลอดเข้าไปภายในทำให้น้ำมัน เกียร์เสื่อมสภาพได้


   ***การขับระดับที่ผิวน้ำสูงถึงท้องรถ***
   ระดับนี้อาจจะมีน้ำสูงถึงท้องรถเป็นครั้งคราวขณะขับรถจะได้ยินเสียงน้ำกระทบท้องรถค่อนข้างดังควรขับให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลีกเลี่ยงการตกหลุมที่มองไม่เห็นโดยสังเกตจากรถคันหน้าและพยายามจำแนวไว้ ความลึกระดับนี้จานเบรกจะจมอยู่ในน้ำตลอดเวลา รถที่ใช้ดรัมเบรกประสิทธิภาพการทำงานจะลดลงอย่างมาก หากพ้นช่วงน้ำท่วมจะต้องทดสอบเบรกทันทีโดยการเบรกและเร่งความเร็วสลับกันไป เพื่อให้ผ้าเบรกรีดน้ำจากจานเบรกและเพื่อให้จากเบรก หรือดุมเบรกร้อนจนน้ำระเหยเป็นไอหมด


   ***การขับระดับน้ำท่วมเลยท้องรถ***
   ไม่ว่าจะขับช้าเพียงใดน้ำก็อาจจะทะลักท่วมห้องเกียร์และเฟืองท้าย (รถขับเคลื่อนล้อหลัง)ผสมกับน้ำมันเกียร์ และน้ำมันเฟืองท้าย ทำให้เสื่อมสภาพฟันเฟืองต่างๆภายในจะสึกหรออย่างรวดเร็วเนื่องจากน้ำใต้ท้อง รถจะแทรกซึมเข้ามาทางจุกยางหลายจุดจากพื้นรถพรมและฉนวนกันเสียงจะชุ่ม หากเจ้าของรถไม่รีบรื้อเก้าอี้และถอดออกมาผึ่งแดดรถบางรุ่นจะมีศูนย์ควบคุม ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E C U)อยู่ใต้เก้าอี้ซึ่งชิ้นส่วนนี้มีราคาสูงมาก หากความชื้นเล็ดลอยเข้าไปจะชำรุดภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ส่วนด้านหน้ารถก็เกิดความเสียหายไม่น้อยเช่น ใบพัดของพัดลมระบายความร้อนหม้อน้ำ ซึ่งอยู่ด้านหลังของหม้อน้ำจะดูดน้ำจากด้านหน้าใบพัดซึ่งทำจากพลาสติก จึงงอไปทางด้านหน้าครูดกับรังผึ้งหม้อน้ำจนหัก  น้ำซึ่งถูกกันชนหน้ารถดันจน สูงอาจทะลักเข้าทางขั้วของโคมไฟหน้ากลายเป็นไอน้ำสะสมอยู่ภายในและจะทำลาย ผนังโคมที่ฉาบปรอทไว้ซึ่งจะทำให้หลุดล่อนในเวลาไม่นาน

   **ระดับน้ำท่วมจนถึงไฟหน้า**
     
   ถือว่าระดับน้ำที่อันตรายที่สุดหากขับหรือจอดอยู่นานๆ น้ำท่วมภายในห้องโดยสารจนถึงเบาะนั่งห้องเกียร์และเฟืองท้ายจะถูกท่วมมิด หากเครื่องยนต์ไม่ดับไปเสียก่อนเนื่องจากระบบจุดระเบิดขัดข้องและผู้ขับยัง ฝืนขับด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ (โดยเฉพาะรถเครื่องยนต์ดีเซลจึงไม่ต้องอาศัยกระแสไฟจุดระเบิด)น้ำจะทะลักเข้า ทางท่อดูดอากาศ ผ่านไส้กรองอากาศ ท่อไอดีและเข้าไปในกระบอกสูบลูกสูบที่กำลังเคลื่อนที่ขึ้นอย่างรวดเร็วจะ กระแทกกับปริมาตรน้ำอย่างรุนแรง(ไฮดรอลิกลอค) จนลูกสูบและก้านสูบชำรุดทันที
   สรุปว่าระดับน้ำที่เรายังใช้งานได้โดยไม่เกิดความเสียหาย คือ ระดับน้ำท่วมผิวถนนและระดับที่ผิวน้ำสูงถึงท้องรถเป็นครั้งคราวเท่านั้น  วิธีปฏิบัติตนที่ถูกต้องเมื่อต้องเผชิญกับถนนที่มีน้ำท่วมลึกจำเป็นต้องหลีก เลี่ยง โดยกลับรถเพื่อเปลี่ยนเส้นทางหรือหาที่จอดรถซึ่งน้ำท่วมไม่ถึงไว้ก่อนแทนเป็นการประหยัดค่าซ่อมรถได้มากทีเดียว
   หากมีปัญหาความนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟือง ท้ายหลังจากลุยน้ำลึกมาทุกครั้งและให้เจ้าหน้าที่บริการถอดเก้าอี้และตรวจด้านล่างของพรมปูพื้นว่ามีน้ำรั่วเข้าถึงหรือไม่  รถที่ลุยน้ำลึกมาแล้วหากถึงที่หมายหรือรถพ้นน้ำห้ามดึงเบรกมือทิ้งไว้เด็ดขาดเพราะเมื่อน้ำแห้ง ผ้าเบรกจะยึดกับจานเบรกจะทำให้เกิดสนิมจนไม่สามารถเคลื่อนรถออกไปได้
บันทึกการเข้า
HS8EVL
อิคคิวซัง
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4255



ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 10:58:12 PM »

ASTVผู้จัดการออนไลน์

***รวมรายชื่อจุดจอดรถหนีน้ำท่วม 109 แห่งทั่วกทม.***

บก.จร.ประกาศแหล่งจอดรถฟรีทั่วเขตนครบาล คาดรองรับความต้องการจอดรถได้เกือบ 70,000 คัน
      
        กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ประกาศสถานที่จอดรถฟรี 109 แห่ง โดยกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 (บก.น.1-9) เตรียมไว้บริการประชาชนในเขตนครบาล ซึ่งคาดว่าจะสามารถรองรับได้ทั้งหมด 69,959 คัน ประกอบด้วย
      
       1.อาคารจอดรถ กทม. ถนนไกรสีห์ จำนวน 400 คัน
       2.อาคารสนามม้านางเลิ้ง จำนวน 100 คัน
       3.โรงแรมปรินซ์พาเลส จำนวน 50 คัน
       4.อาคารจอดรถ สวนสัตว์ดุสิต จำนวน 400 คัน
       5.ศูนย์การค้า SUPREME จำนวน 150 คัน
       6.บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำนวน 100 คัน
       7.ศูนย์การค้าเอสพลานาด จำนวน 500 คัน
       8.ศูนย์การค้าฟอร์จูน จำนวน 400 คัน
       9.อาคารไซเบอร์เวิลด์ จำนวน 300 คัน
       10.สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (ศูนย์วัฒนธรรม) จำนวน 80 คัน
       11.ห้างแพลตตินัม จำนวน 150 คัน
       12.ห้างพันธุ์ทิพย์ จำนวน 100 คัน
       13.ห้างพาราเดียม จำนวน 100 คัน
       14.โรงแรมอมารีวอเตอร์เกท จำนวน 100 คัน
       15.ตึกชาญอิสระ 2 จำนวน 50 คัน
       16.อาคารอิตัลไทย จำนวน 50 คัน
       รวมพื้นที่ บก.น. 1 ทั้งหมด 3,050 คัน
      
       17.บิ๊กซี แจ้งวัฒนะ จำนวน 69 คัน
       18.ห้างไอที หลักสี่ จำนวน 1,000 คัน
       19.ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารบี จำนวน 300 คัน
       20.สนามบินดอนเมือง จำนวน 3,000 คัน (เต็ม)
       21.ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว จำนวน 3,000 คัน (เต็ม)
       22.ห้างเมเจอร์รัชโยธิน จำนวน 1,200 คัน (เต็ม)
       23.ลานจอด รฟม. (รัชดา-ลาดพร้าว) จำนวน 2,000 คัน
       24.ลานจอดรถบีทีเอส หมอชิตเก่า จำนวน 2,000 คัน
       25.ลานจอดรถจตุจักร จำนวน 1,000 คัน
       26.ลานจอดรถสวนรถไฟ จำนวน 200 คัน
       27.ตึก ปตท.(สำนักงานใหญ่) จำนวน 500 คัน
       28.ธนาคารออมสิน (สำนักงานใหญ่) จำนวน 500 คัน
       29.ห้างเซ็นทรัล รามอินทรา จำนวน 300 คัน (เต็ม)
       30.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 500 คัน
       31.มหาวิทยาลัยศรีปทุม จำนวน 50 คัน
       32.ห้าง MAX VALUE จำนวน 50 คัน
       33.ตลาดบองมาเช่ จำนวน 100 คัน
       34.ห้างบิ๊กซี วงศ์สว่าง จำนวน 50 คัน
       35.โรงเรียนฤทธิยะ สายไหม จำนวน 200 คัน
       36.โรงเรียนสายไหม จำนวน 50 คัน
       37.โรงเรียนนายเรืออากาศ จำนวน 200 คัน
       38.ลานจอดรถบุญถาวร จำนวน 150 คัน
       39.ลานจอดรถโลตัส นวมินทร์ จำนวน 80 คัน
       40.ถนนคู้บอน (เลียบวงแหวน-แยกคลองสอง) จำนวน 200 คัน
       41.ถนนพระยาสุเรนทร์ (แยกคลองสอง-แยกลำกะโหลก) จำนวน 200 คัน
       42.ถนนเลียบคลองสอง ตลอดแนว จำนวน 150 คัน
       43.ห้าง THE MARKET (ถ.ประชาราษฎร์ สาย 2) จำนวน 20 คัน
       รวมพื้นที่ บก.น. 2 จำนวน 17,069 คัน
      
       44.มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต จำนวน 1,500 คัน
       45.มหาวิทยาลัยมหานคร จำนวน 2,000 คัน
       46.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า จำนวน 2,000 คัน
       47.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำนวน 2,000 คัน
       48.ห้างเดอะมอลล์ บางกะปิ จำนวน 3,000 คัน
       49.ห้างพันธุ์ทิพย์ บางกะปิ จำนวน 300 คัน
       50.โรงแรมเดอะมอลล์อินน์ จำนวน 50 คัน
       51.ห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ จำนวน 1,500 คัน (เต็ม)
       52.ห้างเพรียวเพลส จำนวน 300 คัน
       53.ห้างอมอรินี่ จำนวน 300 คัน
       54.ห้างบิ๊กซีลาดพร้าว จำนวน 2,000 คัน (เต็ม)
       55.ห้างซีคอนสแควร์ จำนวน 1,000 คัน (เต็ม)
       56.ห้างพาราไดซ์พาร์ค จำนวน 600 คัน (เต็ม)
       57.ริมถนนสาย 351 จำนวน 50 คัน
       58.ศูนย์อัญมนีเจโมโปลิส จำนวน 200 คัน
       59.มหาวิทยาลัยรามคำแหง(บางนา) จำนวน 100 คัน
       60.ลานจอดรถ บริษัทนัมเบอร์วัน จำนวน 100 คัน
       61.การกีฬาแห่งประเทศไทย จำนวน 1,500 คัน
       62.ใต้ทางด่วน ระหว่างด่วนศรีรัช-มอเตอร์เวย์ จำนวน 300 คัน
       63.ลานจอดรถร้าน 13 เหรียญ พระรามเก้า จำนวน 300 คัน
       รวมพื้นที่จอดรถ บก.น.4 จำนวน 11,600 คัน
      
       64.ห้างฟิวเจอร์ จำนวน 500 คัน (เต็ม)
       65.ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 3 จำนวน 900 คัน (เต็ม)
       66.ห้างบิ๊กซี เอกมัย จำนวน 1,000 คัน
       67.ห้างจัสโก้ สุขุมวิท 71 จำนวน 800 คัน
       68.ห้างบิ๊กซี ราชดำริ จำนวน 250 คัน
       69.ห้างเซ็นทรัล ชิดลม จำนวน 250 คัน (เต็ม)
       70.ห้างเซ็นทรัล บางนา จำนวน 780 คัน (เต็ม)
       71.เอสบีเฟอร์นิเจอร์ บางนา จำนวน 600 คัน
       72. ห้างบิ๊กซี พระราม 4 จำนวน 200 คัน
       73.ห้างโลตัส พระราม 4 จำนวน 200 คัน
       รวมพื้นที่จอดรถ บก.น.5 จำนวน 5,480 คัน
      
       74.ลานจอดรถ ดิโอลด์สยาม จำนวน 250 คัน
       75.อาคารศรีวรจักร์ จำนวน 100 คัน
       76.อาคารคลองถมเซ็นเตอร์ จำนวน 100 คัน
       77.อาคารจอดรถ ริเวอร์ซิตี้ จำนวน 200 คัน
       78.อาคารจอดรถ เท็กซัส จำนวน 100 คัน
       79.ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ จำนวน 3,000 คัน
       80.ห้างมาบุญครอง จำนวน 1,000 คัน
       81.ห้างสยามพารากอน จำนวน 3,000 คัน
       82.สนามกีฬาแห่งชาติ จำนวน 300 คัน
       83.อาคารจอดรถ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 1,000 คัน
       84.อาคารจอดรถ ตึกเจมส์ทาวเวอร์ จำนวน 100 คัน
       85.โรงแรมมณเฑียร จำนวน 50 คัน
       86.อาคารจอดรถ โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา จำนวน 50 คัน
       87.อาคารจอดรถ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน จำนวน 50 คัน
       รวมที่จอดรถพื้นที่ บก.น. 6 จำนวน 9,300 คัน
      
       88.ห้างเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า จำนวน 2,000 คัน (เต็ม)
       89.ห้างเมเจอร์ ปิ่นเกล้า จำนวน 800 คัน (เต็ม)
       90.ห้างพาต้า ปิ่นเกล้า จำนวน 100 คัน
       91.ห้างโลตัส ปิ่นเกล้า จำนวน 500 คัน
       92.ถนนพุทธมณฑลสาย 1 จำนวน 300 คัน
       93.สนามหลวงธนบุรี จำนวน 500 คัน
       94.อาคารจอดรถ รพ.ยันฮี จำนวน 200 คัน
       95.ห้างตั้งฮั่วเส็ง จำนวน 300 คัน
       รวมพื้นที่จอดรถ บก.น.7 จำนวน 4,700 คัน
      
       96.โรงเรียนอิสลามวิทยาลัย จำนวน 300 คัน
       97.ห้างบิ๊กซี บางปะกอก จำนวน 100 คัน
       98.ห้างโลตัส บางปะกอก จำนวน 100 คัน
       99.ห้างเดอะมอลล์ ท่าพระ จำนวน 100 คัน
       100.ห้างบิ๊กซี ท่าพระ จำนวน 100 คัน
       101.โรงเรียนวัฒนาบริหารธุรกิจ จำนวน 80 คัน
       102.สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จ จำนวน 100 คัน
       103.ห้างบิ๊กซี จำนวน 100 คัน
       104.คู่ขนานถนนราชพฤกษ์ใต้สะพานบางสะแก จำนวน 300 คัน
       105.โรงแรมมาริออท จำนวน 100 คัน
       รวมพื้นที่จอดรถบก.น. 8 จำนวน 1,380 คัน
      
       106.มหาวิทยาลัยธนบุรี จำนวน 200 คัน
       107.มหาวิทยาลัยเอเซีย จำนวน 500 คัน
       108.มหาวิทยาลัยสยาม จำนวน 200 คัน
       109.ถนนกาญจนาภิเษก ช่องคู่ขนานเข้า-ออก จำนวน 10,000 คัน
       รวมพื้นที่จอดรถบก.น.9 จำนวน 10,900 คัน
      
       สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
       บก.น.1 โทร 02-345-6160
      บก.น.2 โทร 02-566-4253
      บก.น.3 โทร 02-171-4204
      บก.น.4 โทร 02-517-2729
      บก.น.5 โทร 02-255-1888
      บก.น.6 โทร 02-223-0175
      บก.น.7 โทร 02-449-0395
      บก.น.8 โทร 02-477-1080
      บก.น.9 โทร 02-451-7231
      ศูนย์ควบคุมสั่งการจราจร บช.น. (บก.02) โทร 1197
      ตรวจสอบจุดจอดรถฉุกเฉินได้ที่ www.trafficpolice.go.th หรือโทร. 1197 ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลจราจรผ่านทางเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของบก.จร.ได้ทางสถานีวิทยุสวพ.91 สน.จราจร 99.5 และ จส.100
บันทึกการเข้า
HS8EVL
อิคคิวซัง
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4255



ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2011, 11:17:27 PM »

ASTVผู้จัดการออนไลน์

การทางพิเศษ จัดที่จอดรถ 9 แห่งหนีน้ำท่วม
   การทางพิเศษ แจ้งจัดสถานที่ที่จอดรถหนีน้ำท่วม ใต้ทางพิเศษ 9 แห่ง จำนวน 2,900 คัน ยัน ไม่อนุญาตให้จอดบนทางด่วน หวังใช้ทางช่วยเหลือผู้ประสบภัย
   การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม จัดที่จอดรถใต้ทางพิเศษไม่กีดขวางการจราจร 9 แห่ง รวม 2900 คัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากการเกิดอุทกภัยตามที่ กทพ.ได้ตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจการป้องกันและการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของ กทพ. เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ใช้บริการและประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเน้นการช่วยเหลือรถยนต์ที่ใช้ทางพิเศษที่อาจจะมีน้ำท่วมขังและการช่วยเหลือรถที่สัญจรผ่านบริเวณน้ำท่วม
   จากปัญหาภาวะน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลและหลายพื้นที่ของประเทศไทยและมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น จนประชาชนต้องอพยพเคลื่อนย้ายทรัพย์สินและกระแสน้ำตัดขาดการจราจรในบางพื้นที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบังคับการตำรวจจราจร การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จึงได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภ.ปากเกร็ด เป็นต้น ในการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยการจัดพื้นที่ใต้ทางพิเศษเป็นที่จอดรถชั่วคราวจำนวน 9 แห่งสามารถจอดรถได้ 2900 คัน ดังนี้
       
      ใต้ทางด่วนด่านงามวงศ์วาน 200 คัน
       ใต้ทางด่วนด่านรัชดาภิเษก 100 คัน
       ลานกีฬาใต้ทางด่านหลังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 200 คัน
       ที่จอดรถใต้ทางด่วนอโศก 1 300 คัน
       ใต้ต่างระดับวัชรพล ถนนรามอินทราฝั่งเหนือ200 คัน
       ใต้ทางด่วนรามอินทราตั้งแต่จุดกลับรถติดถนนรามอินทราถึงแนวคลอง 1000 คัน
       ใต้ทางด่วนด่านพระราม 9-1 จำนวน 500 คัน
       ใต้ทางด่วนสาธุประดิษฐ์ 100 คัน
       ใต้สะพานพระราม9ฝั่งธนบุรี 300 คัน

       
       ทั้งนี้ กทพ.ขอสงวนเส้นทางบนทางพิเศษทุกสาย เพื่อใช้เป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุงวัสดุอุปกรณ์ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมยังคงมีความรุนแรง จนทำให้การจราจรขนส่งอาจต้องหยุดชะงัก ทางพิเศษจึงเป็นเส้นทางหลักสุดท้ายในการขนส่งความช่วยเหลือต่าง ๆ ไปยังพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนได้ จึงห้ามจอดรถทุกชนิดในทางพิเศษ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สินและอุบัติเหตุที่มีความเสี่ยงสูง โดยจะตรวจสอบจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด หากพบมีรถฝ่าฝืนจะดำเนินการเคลื่อนย้ายออกจากทางพิเศษ
       
       โดยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน สามารถสอบถามข้อมูลสถานที่ให้บริการจอดรถฟรี สำหรับผู้ประสบเหตุอุทกภัยได้ที่ ศูนย์ประสานงานการปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของ กทพ.โทร.1543 ตลอด 24 ชั่วโมง
บันทึกการเข้า
HS8EVL
อิคคิวซัง
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4255



ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2011, 11:23:07 PM »

ASTVผู้จัดการออนไลน์

เช็คเบอร์โทรศัพท์ เช็คเว็บไซต์ตรวจสอบข้อมูลน้ำท่วม

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เบอร์โทรศัพท์ที่สำคัญ
       1.สำนักนายกรัฐมนตรี   1111  กด 5
       2.สายด่วน ปภ. (กรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย)   1784
       3.หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ โทร 1669
       4.ศูนย์ความปลอดภัย กรมทางหลวงชนบท   1146
       5.ตำรวจทางหลวง  สอบถามเส้นทางน้ำท่วม ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 1193
       6.การรถไฟแห่งประเทศไทย 1690
       7.สายด่วน กฟภ. 1129
       8.ท่าอากาศยานไทย 02-535-1111
       9.สายด่วน กรมชลประทาน โทร 1460 หรือ 02 669 2560 (24 ชั่วโมงช่วงวิกฤติ)
       10.สายด่วน กรมทางหลวง 1586 ตลอด 24 ชั่วโมง
       11.ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม 1356
       12.บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) 1490

เว็บไซต์       
       1.แผนที่แสดงจุดเกิดอุทกภัยบนทางหลวงทั่วประเทศ วันที่ 10 ตุลาคม พศ. 2554 (ขัอมูลอัพเดตทุกวัน เวลา 10.00 และ 19.00 น.) http://maintenance.doh.go.th/test.html
       2.ตรวจพื้นที่น้ำท่วมทั่วประเทศ http://flood.gistda.or.th/
       3.ตรวจน้ำท่วมบนถนนใน กทม. http://dds.bangkok.go.th/Floodmon/
       4.รายงานสภาพการจราจร http://traffic.longdo.com/
       5.ตรวจวัดระดับน้ำในคลองหลัก http://dds.bangkok.go.th/Canal/index.aspx
       6.ติดตามข่าวสารน้ำท่วม http://dds.bangkok.go.th/m/index.php
       7.กรมทรัพยากรน้ำ http://www.dwr.go.th/report
       8.กรมทางหลวงชนบท http://fms2.drr.go.th/
       9.ศูนย์ประสานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ http://www.thaiflood.com/

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.15 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!